ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | อาร์เซนอล 1- 2 แอสตัน วิลล่า

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | อาร์เซนอล 1- 2 แอสตัน วิลล่า
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | อาร์เซนอล 1- 2 แอสตัน วิลล่า

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ลงสนามส่งท้ายเกมในบ้านที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยเกมนี้มีลุ้นแซงหน้า เชลซี เป็นอันดับ 2 ได้เหมือนกันหากเอาชนะ “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลล่า ได้ โดยเกมนี้กันเนอร์ส มีชื่อของ โธมัส แฟร์มาเลน หายเจ็บกลับมาด้วย

แต่กลายเป็นทาง วิลล่า ที่เล่นได้ดีกว่าในช่วงแรกของเกม และมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 11 จากจังหวะที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ชิพบอลน้ำหนักสุดยอดมาให้ ดาร์เรน เบนท์ พักอกก่อนจะวอลเล่ย์ผ่าน เชสนี่ เข้าไปอย่างเฉียบขาด

จากนั้นอีก 4 นาที สกอร์ก็ขยับเป็น 2-0 เข้าไปแล้ว ในจังหวะที่ แฟร์มาเลน พลาดลื่นทำให้ แอชลี่ย์ ยังได้โอกาสเปิดมาให้ เบนท์ ที่วิ่งหาช่องมายิงให้ วิลล่า หนีออกไปอย่างรวดเร็ว

เกมนี้ต้องบอก อาร์เซนอล เล่นกันได้แย่และไร้ใจอย่างมากทำให้แทบไม่มีลุ้นอะไรเลย และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ตามหลังแบบนี้

เช้าสู่ครึ่งหลัง เวนเกอร์ ถอดเอา เซบาสเตียน สกิลลาชี่ ออกและให้ มารูยาน ชามัค ลงมาเสริมแนวรุกแทน และเริ่มเป็นฝ่ายที่บงการเกมได้หมด รวมถึงยังได้ลุ้นด้วยในจังหวะที่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ไหลให้ คีแรน กิ๊บบ์ส ยิงเผาขนแต่ว่าโดน แบร๊ด ฟรีเดล เซฟเอาไว้ได้

แต่หลังจากนั้นกันเนอร์ส ก็แทบไม่ได้ลุ้นอะไร โดยกว่าจะตีไข่แตกได้ก็มาในนาทีที่ 89 จากจังหวะมึนๆเมื่อ นิคลาส เบนดท์เนอร์ ทำบอลหลุดไปในจังหวะเข้าเขตโทษ แต่บอลไปกระเด้ง ริชาร์ด ดันน์ มาเข้าทาง ฟาน เพอร์ซี่ กดระยะเผาขนเข้าไปให้ทีมไล่ตามมาเป็น 2-1 แต่ก็เท่านั้นสุดท้าย อาร์เซนอล ก็พ่ายคารังในเกมส่งท้ายในบ้านฤดูกาลนี้

ประตู
[0-1 : ดาร์เรน เบนท์ น.10], [0-2 : ดาร์เรน เบนท์ น.14], [1-2 : โรบิน ฟาน เพอร์ซี น.88]
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | ลิเวอร์พูล 0- 2 สเปอร์ส

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | ลิเวอร์พูล 0- 2 สเปอร์ส
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | ลิเวอร์พูล 0- 2 สเปอร์ส
“ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส พลิกฟอร์มกลับมาได้เมื่อบุกไปสอยทีมแรงอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้ถึงแอนฟิลด์ด้วยสกอร์ 2-0 ยึดที่ 5 กลับมาได้อีกครั้ง ซึ่งทั้งสองทีมกำลังลุ้นแย่งตั๋วลุยศึกยูโรปา ลีก ขณะที่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แพ้ต่อ วีแกน แอธเลติก 2-3 ตกชั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟิลด์ เพื่อลงตัดสินศึกชิงอันดับที่ 5 และสิทธิ์ในการไปยูโรป้า ลีก ฤดูกาลหน้ากับ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส สำหรับสภาพทีม "หงส์แดง" ของกุนซือ เคนนี ดัลกลิช จัดทัพ4-4-2 โดยเกมนี้ไม่มี ราอูล เมยเรเลส ที่บาดเจ็บทำให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ ได้ลงล่าตาข่ายร่วมกับ หลุยส์ ซัวเรซ ทางฝั่ง แฮร์รี เรดแนปป์ ผู้จัดการทีม "ไก่เดือยทอง" วางระบบ 4-4-2 เช่นกัน ปีเตอร์ เคราช์ และ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท เป็นคู่หัวหอกแดนหน้า ไม่มี แกเร็ธ เบล ที่บาดเจ็บยาว

เริ่มครึ่งแรกมาเพียง 9 นาที สเปอร์ส มาทำประตูออกนำ 1-0 อย่างรวดเร็วจากจังหวะเตะมุม ลูกา โมดริซ เปิดบอลเข้ามาในเขตโทษถูกกองหลังเคลียร์ทิ้งออกมา แต่บอลเข้าทาง ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท เกี่ยวบอลลงได้ก่อนจะยิงด้วยขวาบอลได้วิถีโค้งเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลหมดสิทธิ์ที่ เรน่า จะรับเอาไว้ได้

ลิเวอร์พูล พยายามทำเกมบุกเพื่อทวงประตูคืน แต่หาโอกาสแบบจะแจ้งไม่ได้ ต้องรอกระทั่งนาที 35 จากจังหวะการประสานงานกันระหว่าง หลุยส์ ซัวเรซ เจย์ สเปียริง และ เกล็น จอห์นสัน ก่อนที่สุดท้ายบอลมาถึง สเปียริง สับไกยิงในเขตโทษหลุดกรอบประตูออกไป

เจ้าถิ่นได้โอกาสทองที่จะตามตีเสมอในอีก 4 นาทีถัดมา จากจังหวะที่ มักซี่ งัดบอลให้ เคาท์ หลุดไปทางขวาแล้วเปิดมาที่เสาไกล แอนดี้ แคร์โรลล์ ได้โหม่งโล่งๆแต่พลาดอย่างไม่น่าเชื่อ จังหวะใกล้เคียงสุดท้ายของเจ้าบ้านมีในช่วงก่อนหมดครึ่งแรกจากลูกฟรีคิกระยะ 20 หลา หลุยส์ ซัวเรซ ปั่นบอลโค้งหนีกำแพงได้สวยแต่บอลถากเสาออกไปแค่นิดเดียวเท่านั้น ก่อนที่เกมจะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นำของทีมเยือน 1-0 ทำให้จบเกม 45 นาทีแรก สเปอร์ส เป็นฝ่ายนำ 1-0

เกมครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ก็ยังไม่ดีขึ้น และกลับต้องมาเสียจุดโทษในนาทีที่ 55 จากจังหวะที่ จอห์น ฟลานาแกน ดาวรุ่งไปใช้ไหล่กระแทกสตีเว่น พีนาร์ ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินให้เป็นจุดโทษทันที ฟาน เดอร์ ฟาร์ท เจ็บถูกเปลี่ยนตัวออกไปก่อนหน้านี้ทำให้ โมดริซ รับหน้าที่สังหารและไม่พลาดส่งบอลตุงตาข่ายให้ สเปอร์ส หนีห่าง 2-0

ทีมของ เคนนี ดัลกลิช พยายามเดินเกมกดดันทันที นาที 59 ซัวเรซ ได้บอลหน้าเขตโทษ ก่อนไหลให้ ฟลานาแกน ที่เติมเกมขึ้นมาซัดมุมแคบเข้าข้างตาข่าย หลังจากนั้นอีก 3 นาที ฟลานาแกน ได้บอลหลุดขึ้นมาทางกราบขวา ก่อนเปิดไปให้ ซัวเรซ วอลเลย์ด้วยขวาเหินข้ามคาน

เกมรับของ สเปอร์ส ทำหน้าที่กันได้ดีจนปิดโอกาสของเจ้าบ้านทวงประตูคืน แถมเกือบจะได้ประตูเพิ่มอีกลูกในนาทีสุดท้ายจากลูกยิงนอกเขตโทษของ พีนาร์ แต่ถูก เรนา ปัดทิ้งปลายมือ ท้ายเกมสเปอร์ส ตั้งรับอย่างเดียวปล่อยให้เจ้าบ้านได้บุกมาเรื่อยๆแต่ก็ยังตัดจังหวะสำคัญสุดท้ายได้หมด สุดท้ายก็บุกมาคว้า 3 คะแนนทองคำไปจากแอนฟิลด์ ทำให้แซงหน้าขึ้นเป็นอันดับ 5 ได้อีกครั้ง และหากชนะในเกมหน้าก็จะได้ไปยูโรป้า ลีก ส่วนลิเวอร์พูล ต้องแช่งให้สเปอร์ส พลาดสถานเดียวเท่านั้น ซึ่งทั้งสองทีมมีคะแนนต่างกันแต้มเดียวต้องไปลุ้นนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดย สเปอร์ส จะเจอกับ เบอร์มิงแฮม ส่วน ลิเวอร์พูล พบ แอสตัน วิลลา

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
ลิเวอร์พูล : เปเป เรนา, มาร์ติน สเคอร์เทล, เจมี คาร์ราเกอร์, เกล็น จอห์นสัน, จอห์น ฟลานาแกน, เจย์ สเปียริง, ลูคัส, มักซี โรดริเกซ, เดิร์ก เคาท์, แอนดี คาร์โรลล์, หลุยส์ ซัวเรซ
สเปอร์ส : คาร์โล คูดิชินี, เลดลีย์ คิง, ไมเคิล ดอว์สัน, แดนนี โรส, ยูเนส คาบูล, ซานโดร, ลูกา โมดริซ, สตีเวน พีนาร์, อารอน เลนอน, ปีเตอร์ เคราช์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท
ประตู
0-1 ฟาน เดอร์ ฟาร์ท น.9
0-2 โมดริช น.56 (จุดโทษ)

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | วีแกน 3 - 2 เวสต์แฮม
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | วีแกน 3 - 2 เวสต์แฮม

ทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม กลายเป็นทีมแรกในฤดูกาลนี้ที่ต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก เมื่อพลาดท่าโดน วีแกน พลิกแซงกลับมาชนะได้อย่างสุดมัน 3-2 และทำให้สถานการณ์การหนีตกชั้นจะมันที่สุดในเกมสุดท้ายของฤดูกาลเพราะมีทีมต้องลุ้นกันถึง 5 ทีม


เวสต์แฮม ทีมบ๊วยของตารางบุกไปเยือนรังดีดับเบิลยูของวีแกน ด้วยเงื่อนไขเดียวต้องชนะเท่านั้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด ซึ่งก็เริ่มต้นได้ดีหลังได้ประตูออกนำไปก่อน 2-0 จากการยิงของ เดมบ้า บา คนเดียวในนาทีที่ 12 และ 26

แต่ในครึ่งหลัง วีแกน กลับมาเป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์เอาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ โดยได้ประตูจุดความหวังจาก ชาร์ลส เอ็นซอกเบีย ในนาทีที่ 57 ก่อนที่ คริส ซิมมอน จะตีเสมอได้ในนาทีที่ 68

และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เอ็นซอกเบีย เจ้าเก่าก็มาทำประตูชัยให้ วีแกน พลิกเอาชนะได้สุดมัน 3-2 ทำให้ทีมมีโอกาสรอดจากการตกชั้น โดยมี 39 คะแนนเท่ากับ แบล็คพูล และเบอร์มิงแฮม ที่อยู่อันดับ 18 และ 17 ตามลำดับ ตามผลต่างประตูได้เสียที่ห่างกันแค่ทีมละ 1 ประตู นอกจากนี้ยังมี วูล์ฟส และแบล็คเบิร์น ในอันดับที่ 16 และ 15 ที่ต้องร่วมลุ้นหนีตกชั้นในเกมสุดท้ายด้วยเช่นกัน

ประตู
[0-1 : เดมบา บา น.12], [0-2 : เดมบา บา น.26], [1-2 : ชาร์ลส์ เอ็นซอกเบีย น.57], [2-2 : คอเนอร์ แซมมอน น.68], [3-2 : ชาร์ลส์ เอ็นซอกเบีย น.90+4]

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เบอร์มิงแฮม 0 - 2 ฟูแล่ม
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เบอร์มิงแฮม 0 - 2 ฟูแล่ม
[0-1 : เบรเด ฮันเกลันด์ น.5], [0-2 : เบรเด ฮันเกลันด์ น.49]
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล
1-0 บรานิสลาฟ อีวาโนวิช 2'


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล
1-1 โจนาส กูเตียร์เรซ 10'


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล
2-1 อเล็กซ์ 86'


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล
2-2 สตีเว่น เทย์เลอร์ 90
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 พ.ค. 54 | เชลซี 2 - 2 นิวคาสเซิล

ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ยังต้องลุ้นตำแหน่งรองแชมป์เมื่อไม่สามารถเอาชนะ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ที่ไล่ตีเสมอถึง 2 ครั้ง 2 หนในเกมเดียว ทำให้ไม่สามารถคว้าชัยชนะเกมในบ้านนัดสุดท้ายของฤดูกาลได้

เชลซี เปิดสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับมือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แม้หมดโอกาสป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว แต่ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยังต้องเก็บคะแนนเพื่อการันตีการคว้าอันดับ 2 สำหรับสภาพทีมก็มีการพักผู้เล่นหลายตำแหน่ง แต่ยังมี จอห์น เทอร์รี คุมแนวรับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ขับเคลื่อนตรงกลาง ส่วนคู่หน้าเป็น นิโกลาส์ อเนลกา และ เฟร์นานโด ตอร์เรส ส่วนทางทีมเยือนของกุนซือ อลัน พาร์ดิว ไม่มีไม่ลุ้นอะไร โชลา อเมโอบี และ ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส จะได้ล่าตาข่ายร่วมกัน

เจ้าบ้านเชลซี เริ่มต้นเกมได้อย่างสวยงามเมื่อมาได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2 จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย แฟรงค์ แลมพาร์ด เปิดเข้ามาให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส โหม่งบอลจากเสาแรกเช็ดไปหน้าประตู บรานิสลาฟ อีวาโนวิช ตามมาใช้เข่ากระทุ้งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย

แต่ นิวคาสเซิล ก็มาไล่ตีเสมอได้เร็วเหมือนกันแค่นาทีที่ 10 โดยเป็นจังหวะฟรีคิกระยะอันตราย ไรอัน เทย์เลอร์ ซัดฟรีคิกจากระยะประมาณ 25 หลาบอลพุ่งไปแฉลบ โจนาส กูเตียร์เรซ เปลี่ยนทางเข้าประตูไปให้สกอร์กลับมาเท่ากัน 1-1 หลังจากนั้นทั้งสองทีมก็ทำเกมผลัดกันรุก-รับอย่างสนุก แต่ไม่มีจังหวะลุ้นประตูที่ชัดเจนอีกทำให้จบครึ่งแรกสกอร์ 1 - 1

เกมเข้าสู่ครึ่งหลัง ความตื่นเต้นเริ่มมากขึ้น โดย เชลซี พยายามที่จะควานหาประตูขึ้นนำอีกครั้ง โดยได้ลุ้นจากจังหวะที่ แอขลี่ย์ โคล เติมขึ้นมาโขกจากการเปิดบอลของอิวาโนวิช ติดหลัง ซิมพ์สัน แบบได้ลุ้น

นาที 53 อีวานโนวิช ได้บอลหลุดขึ้นมาทางกราบขวา ก่อนวางบอลไปทางเสาไกล แอชลีย์ โคล เติมเกมมาโหม่งเข้าแฉลบกองหลังเข้าหน้าต่างประตู

จากนั้น ตอร์เรส เก็บบอลได้จากการเปิดของ แลมพาร์ด แต่จังหวะสุดท้ายซัดไปติดบล็อกของโจอี้ บาร์ตัน อีก ก่อนที่จะมีการปรับแท็คติกส์โดย อันเชล็อตติส่ง 3 ตัวหลัก มาลูด้า, ดร็อกบา และ เอสเซียง ลงมาเน้นผลการแข่งขัน ทำให้เกมของ เชลซี ดีขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งนาที 83 ก็ทำประตูออกนำ 2-1 ได้สำเร็จ หลังจาก ครูล ออกมาตัดบอลจากฟรีคิกพลาด บอลลอยเข้าหัว อเล็กซ์ โหม่งเข้าประตูโล่งๆ

แต่อันเชล็อตติ ก็ต้องช็อกเมื่อทีมมาพลาดเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากลูกเตะมุม นีล เรนเจอร์ โหม่งชงมาให้ สตีเว่น เทย์เลอร์ โขกเผาขนตีเสมอให้ นิวคาสเซิล สำเร็จเป็น 2-2 และทำให้ เชลซี ต้องลุ้นชิงที่ 2 กับอาร์เซนอลต่อไป

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม

เชลซี : ปีเตอร์ เช็ก, บรานิสลาฟ อีวาโนวิช, อเล็กซ์, จอห์น เทอร์รี, แอชลีย์ โคล, จอห์น แม็คอีคราน, แฟรงค์ แลมพาร์ด, รามิเรส, ยอสซี เบนายูน, นิโกลาส์ อเนลกา, เฟร์นานโด ตอร์เรส

นิวคาสเซิล : ทิม ครูล, แดนนี ซิมป์สัน, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี, สตีเวน เทย์เลอร์, โฆเซ เอ็นริเก, โจอี บาร์ตัน, ไรอัน เทย์เลอร์, โจนาส กูเตียร์เรส, เชน เฟอร์กูสัน, โชลา อเมโอบี, ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส

ประตู
1-0 บรานิสลาฟ อีวาโนวิช 2'
1-1 โจนาส กูเตียร์เรซ 10'
2-1 อเล็กซ์ 86'
2-2 สตีเว่น เทย์เลอร์ 90'
Read More

เซอร์อเล็กซ์ ยกย่องนักเตะคว้าแชมป์ลีก 19 สมัย

       "เฟอร์กี้" เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สุดยอดผู้จัดการทีม"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวยกย่องลูกทีมทุกคนที่ช่วยกันทำผลงานจนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษสมัยที่ 19 ได้สำเร็จ

      จากการคุมทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 25 ปีของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สามารถคว้าถ้วยแชมป์ลีกใบที่ 12  หลังจากพาทีมบุกไปเสมอ "กุหลาบไฟ"แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 1-1 ที่สนามอีวูด ปาร์ก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องขอบคุณผู้รักษาประตูแบล็คเบิร์นที่ทำฟาล์ว"ถั่วน้อย" ชิชาริโตในเขตโทษ  เวย์น รูนีย์ รับหน้าที่สังหารจุดโทษช่วยตามตีเสมอนาทีที่ 73 หลังถูกเจ้าถิ่นออกนำก่อนตั้งแต่ครึ่งแรกจากการทำประตูของ เบรตต์ อีเมอร์ตัน
     
       หลังจบเกม บรมโค้ชวัย 69 ปีกล่าวยกย่องลูกทีมว่า "วันนี้เป็นวันที่สุดพิเศษ มันเป็นการกระทำที่สุดยอดมากจากผู้เล่น แฟนบอลและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสร" พร้อมกล่าวถึงเกมกับ แบล็คเบิร์นว่า "เราตามหลัง 0-1 แต่เราก็พยายามและไม่ยอมแพ้ มันเป็นเกมที่ไม่ง่าย แบล็คเบิร์นต่อสู้อย่างหนักเพราะพวกเขาต้องการอยู่รอด นี่เหมือนกับเป็นเกมดาร์บีแมตช์ท้องถิ่น(ตะวันตก-เหนือ)  แต่ในที่สุดเราก็สามารถทำได้ มันเป็นเกมที่มีคุณภาพ"
     
       แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกเมืองผู้ดีสูงสุดสมัยที่ 19 แซงหน้าสถิติของคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล และเมื่อถูกถามถึงการที่ ลิเวอร์พูล ซึ่งปัจจุบันทำผลงานดีภายใต้การคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช จะลุ้นแย่งแชมป์ด้วยในฤดูกาลหน้า เฟอร์กูสัน ตอบว่า "เคนนี เข้ามาและทำให้ ลิเวอร์พูล ดีขึ้นในทุกส่วน แต่การแข่งขันลีกนี้ไม่ง่ายและพวกเขาจะได้รู้เรื่องนั้น ในฤดูกาลนี้เราได้ทำคะแนนตกหล่นหลายต่อหลายเกม มันชี้ให้เห็นถึงความยากของพรีเมียร์ลีก และเราก็สามารถทำได้"
     
       แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ก่อนที่เจอกับ แบล็กพูล ในเกมปิดฉากฤดูกาลสัปดาห์หน้า และนัดชิงชนะเลิศ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก กับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา ยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุที่สนามเวมบลีย์ในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป
     
       ขณะที่บางคนมองว่า แบล็คพูล ซึ่งกำลังดิ้นรนหนีตกชั้นจะได้ประโยชน์จากการเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดสุดท้าย "การคว้าแชมป์แล้วเป็นโบนัสสำหรับเรา ตอนนี้เราสามารถที่พิจารณาให้ใครได้พักหรือลงสนามเกมแต่ไป ผมรู้ว่ามีการพูดถึงทีมของเราในเกมสัปดาห์หน้า แต่เพื่อความยุติธรรมต่อทุกทีม อย่ากังวลเลย เราจะไปที่นั้นเพื่อชนะ" เฟอร์กูสัน กล่าวยืนยันทิ้งท้าย
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้
1 - 0 ยาย่า ตูเร่ น.74
Read More

ปืนส่องฟอร์มรอนดอนหอกมาลาก้า

ซาโลมอน รอนดอน
ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ตกเป็นข่าวกำลังส่องดูฟอร์มของ รอนดอน กองหน้าทีม มาลาก้า อย่างใกล้ชิดในเวลานี้


รอนดอน กองหน้าทีมชาติเวเนซูเอล่า ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงในศึกลูกหนังลา ลีกา ฤดูกาลนี้ โดยทำไปแล้วกว่า 14 ประตูจากการเล่น 29 นัด ทั้งที่เพิ่งจะย้ายมาเล่นได้ฤดูกาลแรกเท่านั้น ทำให้มีหลายสโมสรที่ส่งแมวมองมาตามดูฟอร์ม
ล่าสุดมีการเผยว่า อาร์เซนอล เป็นหนึ่งในทีมที่ส่งแมวมองมาดูฟอร์ม และเป็นตัวเต็งที่จะได้ตัวไปร่วมทีมด้วย โดยล่าสุดส่งมาดูฟอร์มนัดที่ รอนดอน ยิงประตูชัยให้ทีมเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด ได้ด้วย ซึ่งคาดว่าค่าตัวน่าจะอยู่ที่ 15-20 ล้านยูโร




ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล วันที่ : 5/12/2011 10:07:58 AM
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คพูล 4 - 3 โบลตัน

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คพูล 4 - 3 โบลตัน
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คพูล 4 - 3 โบลตัน


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คพูล 4 - 3 โบลตัน
0-1 : เควิน เดวีส์ (น.6)
1-1 : ดีเจ แคมป์เบลล์ (น.9)
2-1 : เจสัน ปูนชอง (น.19)
2-2 : แม็ทธิว เทย์เลอร์ (น.24)
3-2 : ดีเจ แคมป์เบลล์ (น.45)
3-3 : ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ (น.53)
4-3 : ชาร์ลี อดัม (น.63)
Read More

ผลฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้

ผลฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้
ผลฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ 1 - 0 สโต๊คซิตี้
โรแบร์โต มันชินี พาเรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์เอฟเอคัพ สมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

ทีม"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้กัปตันทีม คาร์ลอส เตเบซ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์หายจากอาการบาดเจ็บกลับมายืนเป็นศูนย์หน้าคู่กับ มาริโอ บาโลเตลลี ทางฝั่ง "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ซิตี ของ โทนี พูลิส มองหาแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้แมทธิว เอเธอริงตัน ปีกตัวจี๊ดฟิตทันกลับมาบัญชาเกมทางริมเส้น ส่วน โจนาธาน วอลเตอร์ส และ เคนวิน โจนส์ ยืนเป็นคู่หน้า

แมนฯ ซิตี เป็นฝ่ายครองบอลดีกว่าเล็กน้อยเมื่อเริ่มครึ่งแรก กระทั่งผ่านมา 5 นาทีได้โอกาสลุ้นก่อนจากลูกสับไกนอกเขตโทษของ คาร์ลอส เตเบซ ให้ โธมัส โซเรนเซน ต้องออกแรงพุ่งปัดทิ้ง อีก 4 นาทีถัดมา ไนเจล เดอ ยอง ตะบันเต็มข้อบนเส้น 18 หลาแต่เหินข้ามคานไปไกล นาที 11 ยายา ตูเร ส่องไกลระยะกว่า 30 หลาหลุดกรอบประตูเล็กน้อย

หลังผ่าน 15 นาทีแรก สโต๊ค ซิตี ก็เริ่มทำเกมของตัวเองได้มากขึ้น แต่ยังหาโอกาสยิงประตูแบบจะแจ้งไม่ได้ เกมผ่านมาถึงนาที 24 เป็นจังหวะลุ้นของ เรือใบสีฟ้า อีกครั้ง คราวนี้ มาริโอ บาโลเตลลี ปั่นด้วยขวาบริเวณกรอบเขตโทษ โซเรนเซน โชว์ซูเปอร์เซฟเหินปัดทิ้งปลายมือ

นาที 29 ตูเร พยายามเลี้ยงบอลลุยขึ้นมาติดกองหลัง สโต๊ค ก่อนที่บอลมาเข้าทาง แวงซองต์ กอมปานี เติมเกมขึ้นมายิงหน้าเขตโทษเบาเกินไปถูก โซเรนเซน ล้มตัวรับสบาย อีก 5 นาทีถัดมา เตเบซ วางบอลข้ามกองหลังให้ บาโลเตลลี หลุดเข้าเขตโทษ กองหน้าอิตาเลียนเก็บบอลไม่ได้ บอลมาเข้าทาง ดาบิด ซิลบา วิ่งมาวอลเลย์บอลกระดอนพื้นข้ามคานอย่างน่าเสียดาย หลังจากนั้นไม่มีจังหวะลุ้นประตูอีก จบ 45 นาทีแรกเสมอ 0-0

สโต๊ค ครองบอลบุกดีขึ้นในช่วงเริ่มครึ่งหลัง แต่เหมือน 45 นาทีแรกที่หาจังหวะจบสกอร์แบบชัดเจนไม่ได้ กลายเป็น แมนฯ ซิตี ได้ลุ้นประตูนาที 57 เตเบซ หลุดขึ้นมาทางกราบขวา ก่อนตบกลับมาให้ ซิลบา ยิงไปแฉลบ ชอว์ครอสส์ ออกหลัง เกมมาถึงนาที 61 ทีมของโทนี พูลิส มีโอกาสทองใกล้เคียงที่สุดต่อการได้ประตู เมื่อ เคนวิน โจนส์ ได้บอลโยนยาวมาจากแดนหลังจนหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ โจ ฮาร์ท แต่กลับยิงไม่ผ่านตัวนายด่านทีมชาติอังกฤษอย่างน่าผิดหวัง

อีก 3 นาทีถัดมา เตเบซ เก็บบอลได้หน้าเขตโทษ ก่อนพลิกตัวยิงด้วยขวาไปตรงตัว โซเรนเซน รับเข้าซอง กระทั่งนาที 74 ความพยายามของ เรือใบสีฟ้า มาประสบผลสำเร็จจากการประสานงานกันระหว่าง ซิลบา และ บาโลเตลลี จนปีกชาวสเปนหลุดเข้าเขตโทษ ก่อนจ่ายคืนมาให้ บาโลเตลลี ยิงแฉลบกองหลัง สโต๊ค แต่บอลกระดอนมาเข้าทาง ตูเร่ ซัดเต็มข้อบริเวณจุดโทษตาข่ายเกือบขาดกระจุยให้ แมนฯ ซิตี ขึ้นนำ 1-0

พูลิส พยายามปรับเปลี่ยนทีม แต่เกมของ สโต๊ค ยังไม่ดีขึ้น กลับเป็น แมนฯ ซิตี ที่ได้ลุ้นอีกครั้งในนาที 83 เมื่อ ซิลบา เก็บบอลได้ในเขตโทษ ก่อนสับไกลอดขา ชอว์ครอสส์ เกือบเข้าเสาสอง แต่ถูก โซเรนเซน ปัดทิ้งออกมาได้ หลังจากนั้นทีมของ โรแบร์โต มันชินี ก็รักษาสกอร์นำจนจบ 90 นาทีจึงเป็นฝ่ายเอาชนะ 1-0 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ของสโมสรและเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปี ส่วน สโต๊ค ได้รางวัลปลอบใจเป็นตั๋วลุยยูโรปา ลีก ในฤดูกาลหน้า

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
แมนฯ ซิตี : โจ ฮาร์ท, โจเลียน เลสคอตต์, แวงซองต์ กอมปานี, ไมกาห์ ริชาร์ดส์, อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ, แกเร็ธ แบร์รี, ยายา ตูเร, ไนเจล เดอ ยอง, ดาบิด ซิลบา, คาร์ลอส เตเบซ, มาริโอ บาโลเตลลี
สโต๊ค ซิตี : โธมัส โซเรนเซน, แอนดี วิลกินสัน, โรเบิร์ต ฮูธ, ไรอัน ชอว์ครอสส์, เกล็นน์ วีแลน, รอรีย์ ดีแลป, เจอร์แมน เพนเนนท์, แมทธิว เอเธอริงตัน, มาร์ก วิลสัน, โจนาธาน วอลเตอร์ส, เคนวิน โจนส์

ประตู
1 - 0 ยาย่า ตูเร่ น.74
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | เวสต์ บรอมวิช 1 - 0 เอฟเวอร์ตัน

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | เวสต์ บรอมวิช 1 - 0 เอฟเวอร์ตัน
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | เวสต์ บรอมวิช 1 - 0 เอฟเวอร์ตัน


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | เวสต์ บรอมวิช 1 - 0 เอฟเวอร์ตัน
1-0 : ยูซุฟ มูลัมบู (น.10)
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส 1 - 1 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส 1 - 1 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส 1 - 1 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส 1 - 1 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
1-0 : เบร็ตต์ เอเมอร์ตัน (น.20)


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 14 พ.ค. 54 | แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส 1 - 1 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
1-1 : เวย์น รูนีย์ (จุดโทษ น.73)
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อย่าลืมกด Like ให้ด้วยนะครับ

Blog Archive

7m, ผลบอลพรีเมียร์, วิเคราะห์บอลพรีเมียร์, ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์, ตารางคะแนนบอลพรีเมียร์, โปรแกรมฟุตบอลพรีเมียร์, โปรแกรมถ่ายทอดสดบอลพรีเมียร์, ตารางบอล, คลิปฟุตบอล, คลิปไฮไลท์, คลิปไฮไลท์บอลพรีเมียร์, สยามกีฬา, บ้านผลบอล, เซียนสเต็ป, ล้มโต๊ะ, Goal, ดูบอลพรีเมียร์ออนไลน์, ผลบอลสด, ฟุตบอล, ผลบอลวันนี้, บอลวันนี้, ผลบอลเมื่อคืน, ผลฟุตบอล, ฟุตบอลวันนี้, โปรแกรมฟุตบอล, บอล, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, ตารางบอล, ข่าวฟุตบอล, คลิบฟุตบอล, เกมส์ุฟุตบอล, ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, ผลฟุตบอลสด, football, soccer

ข่าวสโมสรพรีเมียร์ลีกอังกฤษทั้งหมด

Man Utd (151) Liverpool (148) Chelsea (62) Tottenham (61) Arsenal (60) Man City (51) Aston Villa (45) Newcastle (45) Stoke (42) Fulham (40) Sunderland (35) Everton (33) West Brom (31) Wigan (29) Swansea (25) Bolton (24) Blackburn (23) Norwich (22) QPR (22) West Ham (18) Birmingham (10) Blackpool (10) Reading (10) Southampton (10) Cardiff City (3) Crystal Palace (2) Hull City (2)