Showing posts with label Liverpool. Show all posts
Showing posts with label Liverpool. Show all posts

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้



ประตู
1 - 0 ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.37
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 17 ส.ค. 56 | ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้

ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ทำประตูสุดสวยเป็นลูกโทน ขณะที่ ซิมง มิโญเลต์ ขโมยซีนฮีโร่เซฟจุดโทษท้ายเกมช่วยให้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เฉือนเอาชนะ "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ซิตี้ ลงได้อย่างหวุดหวิด 1-0 คว้า 3 แต้มแรกของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
วันเสาร์ที่ 17 ส.ค. 2556

ลิเวอร์พูล 1 - 0 สโต๊ค ซิตี้
สนาม: แอนฟิลด์
ประตู: 1-0 ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.37

ลิเวอร์พูล ยังคงขาด หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงตัวเก่ง ที่ยังติดโทษแบนอีก 6 นัด ต่อเนื่องมาจากฤดูกาล 2012-13 แม้จะกลับมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ก็ตาม ทว่ายังได้ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ฟิตจากการบาดเจ็บข้อเท้ากลับมารับมือ สโต๊ค ซิตี นำโดย มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือป้ายแดงชาวเวลส์ และ ปีเตอร์ เคราช์ หัวหอกร่างโย่ง ทะลวงตาข่ายอดีตต้นสังกัด

เสียงนกหวีดดังขึ้น ลิเวอร์พูล เปิดฉากลุยตั้งแต่วินาทีแรก แต่หวิดโดนก่อนนาที 8 จากความผิดพลาดของ ซิมง มิโญเลต์ ผู้รักษาประตู ตัดบอลเปิดจากกราบขวาทางเสาสองพลาด ทำให้ ปีเตอร์ เคราช์ โหม่งตั้งให้ โรเบิร์ต ฮูธ ดีดเต็มแรงชนคาน ต่อมา 2 นาที กองเชียร์ เจ้าถิ่น เฮเก้อ สตีเวน เจอร์ราร์ด เปิดฟรีคิกมุมเขตโทษด้านขวามาให้ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ โขกตุงตาข่าย ไลน์แมนยกธงล้ำหน้า

เข้าสู่นาที 13 "หงส์แดง" ได้เสียว สตีเวน เจอร์ราร์ด เปิดเตะมุมฝั่งขวามาเสาแรก โคโล ตูเร เทคตัวโหม่งชนคาน ถัดมานาที 29 ฟิลิปเป คูตินโญ ได้บอลฝั่งซ้าย แล้วไหลมาให้ ยาโก อาสปาส จ่ายทะลุช่องให้ โฆเซ เอ็นริเก หลุดมาทางเขตโทษด้านซ้าย ก่อนยิงหลุดเสาไกลอย่างน่าเสียดาย

ถัดมายังเป็นคิวเจ้าบ้านที่ดาหน้าแหลก โดย คูตินโญ่ ไหลให้ ยาโก้ อัสปาส ได้ยิงโอกาสยิงเหน่งๆแต่ว่า เบโกวิช ยังเซฟได้อีก ต่อด้วยโอกสทำชิ่งสุดสวยระหว่าง เอ็นริเก้ และอัสกาส ก่อนที่ เอ็นริเก้ จะหลุดไปยิงเผาขนแต่ก็ไม่ผ่าน เบโกวิช ตามเคย

นาทีที่ 34 เจ้าบ้านน่าจะได้ประตูขึ้นนำอย่างที่สุดจากจังหวะที่ คูตินโญ่ ได้บอลระยะ 25 หลาจากประตูก่อนจะแทงทะลุช่องให้กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษแต่กลับยิงไม่ผ่าน อัสเมียร์ เบโกวิช ที่ออกมาบล็อกได้ทันเวลา

หงส์แดงไม่ท้อเดินหน้านวดต่อ และในที่สุดก็มาได้ประตูขึ้นนำในนาทที่ 38 จากจังหวะการต่อบอลขึ้นมาเป็นเซ็ตๆและมาจบที่ สเตอร์ริดจ์ ซึ่งได้ง้างเท้าจากระยะ 22 หลา ยิงลอดขา โรเบิร์ต ฮูธ ก่อนพุ่งเสียบมุมอย่างสวยงาม

ครึ่งหลังเปิดฉากมาเพียง 2 นาที "เดอะ เรดส์" หวิดทิ้งห่าง คูตินโญ กระชากเข้ามาทางเขตโทษด้านซ้าย แล้วบรรจงแปเล่นทางเฉี่ยวเสาไกล ต่อมานาที 53 คูตินโญ ลากจี้เข้ามาทางเขตโทษด้านซ้าย แล้วผ่านเรียดให้ สเตอร์ริดจ์ ยิงแป็ก หลุดมาถึง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ปั่นไซด์โป้งด้วยซ้าย อัสเมียร์ เบโกวิช พุ่งปัดได้

เจ้าบ้าน ยังทำเกมรุกไหลลื่นกว่า นาที 60 คูตินโญ จ่ายทะลุช่องให้ สเตอร์ริดจ์ สปีดหนีตัวประกบเข้าเขตโทษด้านซ้าย ก่อนยิงมุมแคบ เบโกวิช ปัดออกหลัง ต่อมา 4 นาที อาสปาส กระชากเข้ามาทางเขตโทษด้านขวา แล้วไหลย้อนมาให้ เฮนเดอร์สัน แปเน้นๆ ติดไซด์โป้งชนเสาซ้ายมือ

ทีมเยือนพยายามเปลี่ยนเกมโดยส่ง ชาร์ลี อดัม และเจอร์เมน เพนแนนท์ ซึ่งเป็นอดีต 2 นักเตะลิเวอร์พูล ลงสนามขณะที่เจ้าบ้านถอด ยาโก้ อัสปาส ออกและส่ง ราฮีม สเตอร์ลิง ลงมาในช่วง 20 นาทีสุดท้าย

จัวหวะเซฟจุดโทษ
ช่วง 15 นาทีสุดท้าย สโต๊ค เป็นฝ่ายลำเลียงบอลขึ้นมาได้มากขึ้นแต่ยังหาช่องเจาะเหมาะๆไม่ได้ จนกระทั่งมาถึงช่วงก่อนหมดเวลา 2 นาที สโต๊ค มาได้จุดโทษในจังหวะที่ แอกเกอร์ ไปทำแฮนด์บอล ผู้ตัดสินเป่าจุดโทษ โจนาธาน วอลเตอร์ส ยิงไม่ผ่านมือ ซิมง มิโญเลต์ ที่ทิ้งตัวไปทางด้านขวา ครบ 90 นาที ลิเวอร์พูล ชนะ 1-0 เก็บ 3 คะแนน นัดเปิดฤดูกาล





รายชื่อ 11 ตัวจริง
ลิเวอร์พูล : ซิมง มิโญเลต์ , เกล็น จอห์นสัน , โฆเซ เอ็นริเก , โคโล ตูเร , แดเนียล แอ็กเกอร์ , สตีเวน เจอร์ราร์ด , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , ลูคัส , ยาโก อาสปาส , ฟิลิปเป คูตินโญ , แดเนียล สเตอร์ริดจ์
สโต๊ค ซิตี้ : อัสเมียร์ เบโกวิช , เอริก ปีเตอร์ส , โรเบิร์ต ฮูธ , ไรอัน ชอว์ครอสส์ , เจฟฟ์ คาเมรอน , เกล็นน์ วีแลน , วิลสัน ปสลาซิออส , สตีเวน เอ็นซองซี , โจนาธาน วอลเตอร์ส , ปีเตอร์ เคราช์
Read More

"ร็อดเจอร์ส" ตอก "ซัวเรซ" มั่ว สัญญาตอนไหน

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ออกโรงตอบโต้ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงทีมชาติอุรุกวัย ด้วยการยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีสัญญาอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับข้อแม้ในการย้ายทีม ชี้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การตัดสินใจของสโมสร

ซัวเรซ ถูกสั่งให้แยกซ้อมจากทีมชุดใหญ่ หลังจากเรื่องย้ายสังกัดยังคาราคาซังและมีการปะทะสงครามน้ำลายชุดใหญ่ โดยหอกวัย 26 ปีออกมาอ้างว่า ลิเวอร์พูล ผิดสัญญาไม่ยอมปล่อยให้เปลี่ยนสีเสื้อช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะตามที่ตกลงกันไว้คืออยู่ช่วยทีม 1 ฤดูกาลหากไม่ประสบความสำเร็จไปลุยศึก ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ก็จะไม่รั้งไว้ รวมถึงอีกหนึ่งเงื่อนไขคือถ้ามีข้อเสนอเกิน 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,920 ล้านบาท) จะต้องไฟเขียวให้เจรจาและย้ายออกไป ซึ่งคาดว่ามาจาก อาร์เซนอล ทีมเดียวเท่านั้น

ร้อนถึง ร็อดเจอร์ส นายใหญ่ ลิเวอร์พูล ต้องแจกแจงทำความเข้าใจใหม่ "ไม่มีการทำสัญญา ไม่มีอย่างเด็ดขาด รวมถึงไม่มีการผิดสัญญาด้วย ลิเวอร์พูล และตัวแทนของ ซัวเรซ ได้มีการเจรจากันหลายต่อหลายครั้งและนักเตะก็รู้สถานการณ์ของตนเองเป็นอย่างดี ผมคุยและย้ำอย่างชัดเจนไปแล้ว รวมถึงต้องเคารพสโมสร เพราะว่าเรามีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงได้ให้ทุกอย่างที่ผู้เล่นต้องการ ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่ามีเงื่อนไขที่บอกสามารถย้ายได้ด้วยค่าตัวเท่านั้นเท่านี้ระบุอยู่"

ล่าสุด ซัวเรซ ไม่ได้ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องที่ ลิเวอร์พูล บุกถล่ม วาเลเรนกา 4-1 เมื่อวันพุธที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนี้จะต้องพบ กลาสโกว์ เซลติก วันเสาร์ที่ 10 ส.ค.ก่อนจะเปิดฤดูกาลใหม่ พรีเมียร์ ลีก รับมือ สโต๊ค ซิตี วันที่ 17 ส.ค.
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลกระชับมิตร ลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ ทัวร์ | วาเลเรนกา 1 - 4 ลิเวอร์พูล

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลกระชับมิตร ลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ ทัวร์ | วาเลเรนกา 1 - 4 ลิเวอร์พูล



ประตู
0 - 1 Luis Alberto
1 - 1 Giancarlo González
1 - 2 Iago Aspas
1 - 3 Martin Kelly
1 - 4 Raheem Sterling
Read More

ผลฟุตบอลกระชับมิตร ลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ ทัวร์ | วาเลเรนกา 1 - 4 ลิเวอร์พูล

ผลฟุตบอลกระชับมิตร ลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ ทัวร์ | วาเลเรนกา 1 - 4 ลิเวอร์พูล
ผลฟุตบอลกระชับมิตร ลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ ทัวร์ | วาเลเรนกา 1 - 4 ลิเวอร์พูล

ทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ยังสปิริตเยี่ยมท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายทีมของ หลุยส์ ซัวเรซ เมื่อโชว์ฟอร์มแจ่มไล่ต้อนวาเลเรนก้า ไปอีก 4 - 1

ผลฟุตบอลกระชับมิตร ลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ ทัวร์ | วาเลเรนกา 1 - 4 ลิเวอร์พูล

"หงส์แดง" เดินทางมาอุ่นเครื่อง ซัมเมอร์ทัวร์ ที่ดินแดน ไวกิง พบ วาเลเรนกา โดยเกมนี้ หลุยส์ ซัวเรซ และ แดเนียล แอกเกอร์ รวมถึง ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ได้เดินทางมาด้วย ต้องใช้บริการของ ยาร์โก อาสปาส และ หลุยส์ อัลเบอร์โต ในแดนหน้า

เปิดฉากมาเพียง 15 นาที สจ๊วร์ต ดาวนิง ทำเกมขึ้นตรงกลาง ก่อนไหลออกขวาให้ ยาร์โก อาสปาส แปเน้นๆ บอลไม่ห่างตัว กุสมุนด์ คองชาเวน นายประตูเจ้าถิ่นจากนั้นยังเป็นเจ้าถิ่นที่บุกเป็นส่วนใหญ่และหาโอกาสลุ้นประตูต่อเนื่อง นาที 23 อาสปาส เจ้าเก่าหลุดขึ้นมาทางขวาก่อนกดเรียดที่เสาแรก ทว่า คองชาเวน ไม่มีพลาดปิดมุมไว้ได้ยอดเยี่ยม

จากนั้น ครึ่งชั่วโมงของเกม "หงส์แดง" ลุยหนัก จอห์น ฟลาเนแกน เปิดจากกราบซ้ายให้ อาสปาส กระโดดชาร์ตจ่อๆ แต่ คองชาเวน พุ่งมาใช้หน้าเซฟเหลือเชื่อ กระทั่งนาที 31 เป็น ลิเวอร์พูล ออกนำจนได้ อาสปาส หลุดมาชิปบอลไปจูบคานกระดอนออกมา เข้าทาง หลุยส์ อัลเบอร์โต แปซ้ำไม่มีเหลือนำ 1-0 แต่แล้วนาที 34 วาเลเลนกา ได้ฟรีคิกและเป็น อันโตนิโอ กอนซาเลซ โขกตุงตาข่ายไล่มาเป็น 1 - 1

ช่วงหลังจากนั้นเจ้าบ้านเริ่มสู้ได้สนุก แต่ลิเวอร์พูลก็มาได้ประตูนำอีกครั้ง 2-1 ก่อนหมดครึ่งแรก โดยเป็นการประสานงานที่สวยงามเมื่อ อัลแบร์โต้ จ่ายตัดแนวรับให้ ดาวนิ่ง หลุดไปสุดเส้นหลังก่อนตบเข้ากลางมาให้ อัสปาส เข้าฮอสสบายๆ

ครึ่งหลังร็อดเจอร์ส ส่งตัวหลักลงสนามครบเซ็ตทั้ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และมาได้ประตู 3-1 ในนาทีที่ 54 จากลูกเตะมุม มาร์ติน เคลลี่ พยายามโฉบโหม่งแต่บอลมาโดนไหล่เข้าไป

จากนั้นยังเป็น ลิเวอร์พูล ที่ครองบอลบุกต่อเนื่อง นาที 73 ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายให้ บอรินี หลุดมายิงเน้นๆ แต่ไม่ผ่านมือ คองชาเวน จากนั้นช่วงทดเวลาเจ็บ คูตินโญ ไหลบอลให้ บอรินี ชิ่งต่อเร็วให้ สเตอร์ลิง ตามมาแปเรียดเสียบตาข่ายให้ "หงส์แดง" นำห่างเป็น 4-1 และเอาชนะไปด้วยสกอร์นี้

รายชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริงของ ลิเวอร์พูล : แบรด โจนส์, อังเดร วิสดอม, หลุยส์ โคอาเตส, จอห์น ฟลาเนแกน, เจย์ สเปียริง, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, โจ อัลเลน, หลุยส์ อัลเบอร์โต, สจ๊วร์ต ดาวนิง, จอร์แดน อิไบ, ยาร์โก อาสปาส
Read More

แตกหัก "ซัวเรซ" จะฟ้องเล่นงาน "หงส์"

หลุยส์ ซัวเรซ
หลุยส์ ซัวเรซ
หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงจอมแสบทีมชาติอุรุกวัย กำลังมองหาลู่ทางใช้กฎหมายเล่นงาน ลิเวอร์พูล เพื่อย้ายทีมช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากต้นสังกัดแห่งศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ปล่อยให้เรื่องย้ายไปร่วมทัพ อาร์เซนอล ยืดเยื้อ จากการตีข่าวของ "เดลี เมล" สื่อเมืองผู้ดี

ซัวเรซ เชื่อว่าควรจะได้ย้ายจากถิ่น แอนฟิลด์ เพื่อไปเล่นให้กับสโมสรที่ได้สิทธิ์ลุย ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ด้วยข้อเสนอมากกว่า 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,920 ล้านบาท) ที่ อาร์เซนอล ยื่นมาให้พิจารณา ตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม "หงส์แดง" โต้เถียงว่าทำได้เพียงแจ้งนักเตะว่ามีใครติดต่อเข้ามา ส่วนจะขายหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำให้ ซัวเรซ ไม่พอใจ เนื่องจากศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ฤดูกาลใหม่จะเปิดฉากกลางเดือนสิงหาคมนี้แล้ว แต่อนาคตยังไม่คลี่คลาย จึงเตรียมใช้กฎหมายเล่นงาน ลิเวอร์พูล ที่ไม่ยอมปล่อยให้ย้ายสังกัด ซึ่งตอนนี้กำลังคุยกับที่ปรึกษาอยู่เกี่ยวกับการฟ้องร้อง

อย่างไรก็ตามทางเลือกสุดท้ายของ ซัวเรซ ก็คือขอขึ้นบัญชีย้าย ซึ่งตอนนี้ อาร์เซนอล ไม่ยินดีที่จะจ่ายค่าตัวระดับ 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,400 ล้านบาท) ตามที่ ลิเวอร์พูล แปะป้ายเอาไว้ แต่ยื่นมา 40 ล้านปอนด์บวกกับอีก 1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 48 ล้านบาท) ตามเงื่อนไขที่เชื่อว่าต้องปล่อยตัวแข้งวัย 26 ปีให้เจรจากับทีมนั้น

ซัมเมอร์นี้ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือ อาร์เซนอล ยังไม่ได้แข้งใหม่เสริมทัพแบบเป็นชิ้นเป็นอัน มีเพียง ยายา ซาโนโก กองหน้าวัย 20 ปีจาก โอแซร์ แบบไม่มีค่าตัว ดังนั้นโอกาสที่จะหยุดสถิติเลวร้ายไร้แชมป์ตั้งแต่ปี 2005 จึงยังดูแล้วเป็นไปได้ยากเต็มที่
Read More

10 สุดยอดเซ็นเตอร์แบ็กดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

10 สุดยอดเซ็นเตอร์แบ็กดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

10. แดเนียล แอกเกอร์ (ลิเวอร์พูล)

แดเนียล แอกเกอร์
แดเนียล แอกเกอร์
แดเนียล แอกเกอร์ คือว่าที่รองกัปตันทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูล ซึ่งจากประสบการณ์ของเขานั้นจัดว่าโชกโชน ในระดับชาติการได้เป็นกัปตันทีมชาติเดนมาร์ก คือเครื่องวัดคุณภาพของเขาได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นของแอกเกอร์คือ การเติมเกมรุกที่ทรงประสิทธิภาพ ลูกยิงด้วยเท้าซ้ายของเขาจัดว่าอันตรายและหวังผลได้เสมอ นอกจากนั้น ยังมีความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยม เรียกได้ว่าถึงลิเวอร์พูลจะไม่ประสบความสำเร็จในซีซั่นที่ผ่านมาแต่ระดับฝีเท้าของแอกเกอร์ต้องติดท็อปเท็นของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

9. ริโอ เฟอร์ดินานด์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ริโอ เฟอร์ดินานด์
ริโอ เฟอร์ดินานด์
ถึงแม้ ริโอ จะมีอายุอานามพอสมควรแล้ว แต่ผลงานของเขากับทีมปิศาจแดงในซีซั่นที่ผ่านมา ยังจัดว่าเชื่อถือได้อยู่ ไม่ใช่แค่พาแมนฯยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จแล้ว เฟอร์ดินานด์ ยังติดทีมออลสตาร์ของพรีเมียร์ลีกอีกต่างหาก โดยคว้าตัวจริงในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขายังคงเป็นที่พึ่งของทีมได้เสมอ

ในซีซั่นหน้า ถึงแม้แมนฯยูไนเต็ดจะมีกองหลังหลายรายทั้ง ฟิล โจนส์,คริส สมอลลิ่ง หรือจอนนี่ อีแวนส์ แต่ก็เชื่อว่าริโอ น่าจะยังคงเป็นเสาหลักของทีมต่อไปอีกระยะหนึ่ง

8. แยน แฟร์ทองเก้น (สเปอร์ส)

แยน แฟร์ทองเก้น
แยน แฟร์ทองเก้น

ในขวบปีที่ผ่านมา ชื่อเสียงของแยน แฟร์ทองเก้น โด่งดังไปทั่วยุโรป จากการเล่นอันโดดเด่นของเขากับทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ส

แฟร์ทองเก้นมีความยืดหยุ่นได้ดีมาก เพราะเล่นได้ดีทั้งแบ็กซ้าย และเซ็นเตอร์แบ็ก การซื้อตัวมาจากอาแจ๊กซ์ในราคาแค่ 10 ล้านปอนด์ กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเหลือเชื่อ

จนถึงเวลานี้ ผลงานมาสเตอร์พีซของอันเดร วิลลาส-โบอาส นอกเหนือจากการรั้งแกเร็ธ เบลไว้ได้ ก็คือการรั้งนักเตะอย่างแฟร์ทองเก้นต่อไปในซีซั่นหน้าได้อีกรายนี่ล่ะ

7. มัทส์ ฮุมเมิลส์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

มัทส์ ฮุมเมิลส์
มัทส์ ฮุมเมิลส์
มัทส์ ฮุมเมิลส์ กลายเป็นนักเตะที่เนื้อหอมสุดๆทันที หลังจากช่วยพาโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้สำเร็จในซีซั่นก่อน นอกจากนั้นยังสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงทีมชาติเยอรมันได้อย่างสง่างาม ซึ่งจากฝีเท้าของเขาก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่โยอาคิม เลิฟถึงไว้ใจให้เป็นตัวจริงทั้งๆที่อายุยังน้อย

ฮุมเมิลส์ เป็นผุ้เล่นที่เล่นได้อย่างชาญฉลาดมาก จุดเด่นของเขาคือเหนียวแน่นมากๆในการดวลกับคู่แข่งแบบตัวต่อตัว สังเกตดีๆว่าต่อให้คู่แข่งเร็วแค่ไหน ก็เลี้ยงไม่ผ่านเขา

นี่คืออนาคตอีกยาวไกลของทีมชาติเยอรมัน รวมทั้งของดอร์ทมุนด์ด้วยที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อรั้งฮุมเมิลส์ให้อยู่กับทีมต่อไปให้ได้

6. เซร์คิโอ รามอส (เรอัล มาดริด)

เซร์คิโอ รามอส
เซร์คิโอ รามอส
เซร์คิโอ รามอส อาจมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักนอกสนาม ทุกคนรู้ว่าเขาชอบใช้อิทธิพลในการกดดันผู้เล่น หรือสตาฟฟ์ที่เขาไม่ค่อยชอบใจ

แต่ถ้าวัดกันที่ฝีเท้าเพียวๆ เขาแทบไม่เป็นรองใครทั้งนั้นบนโลกใบนี้ ช่วงแรกๆเขาเริ่มต้นด้วยการเล่นในตำแหน่งแบ็กขวาก่อนตั้งแต่อยู่กับเซบีย่า แต่ในช่วงหลังเจ้าตัวเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็กเป็นหลัก

ทำให้ศักยภาพของรามอส สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรับ เขาอาจไม่ประสบความสำเร็จนักในซีซั่นที่ผ่านมา แต่ถ้าวัดกันที่เรื่องฝีเท้า ยังไงก็ต้องติดท็อปเท็นของโลกแน่นอน

5. ดาวิด ลุยซ์ (เชลซี)

ดาวิด ลุยซ์
ดาวิด ลุยซ์
ดาวิด ลุยซ์ เป็นกองหลังที่มีพัฒนาการก้าวกระโดดมากๆในซีซั่นที่ผ่านมา ย้อนกลับไปสมัยเบนฟิก้า เขาเป็นแค่แนวรับบ้าบุกธรรมดาคนหนึ่ง แต่ซีซั่นที่ผ่านมาภายใต้การคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ

ลุยซ์ ยกระดับเป็นแนวรับที่จัดจ้านมาก ทั้งเกมรับและเกมรุก นอกจากนั้นยังมีบางเกมที่เขาโดดดันไปเล่นเป็นกองกลางตัวรับอีกด้วย ซึ่งทีเด็ดของลุยซ์ อยู่ทีการเติมเกมอย่างฉลาด แถมมีทีเด็ดที่การยิงไกล และฟรีคิกอีกด้วย ซึ่งถ้าเขายังก้าวกระโดดแบบนี้ต่อไป หนทางเป็นเซ็นเตอร์แบ็กเบอร์ 1 ของโลกก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

นอกจากผลงานในระดับสโมสรจะเยี่ยมแล้ว ในระดับชาติก็เป็นตัวหลักให้บราซิลคว้าแชมป์คอนเฟดเดเรชั่นส์คัพอย่างสวยงามอีกด้วย

4. เคราร์ด ปิเก้ (บาร์เซโลน่า)

เคราร์ด ปิเก้
เคราร์ด ปิเก้
หลังจากหมดยุคของการ์เลส ปูโยล ก็กลายเป็นเคราร์ด ปิเก้ ที่ขึ้นมาแทนที่ทั้งในระดับทีมชาติ และระดับสโมสร

ผลงานในซีซั่นที่แล้ว ดูเผินๆจะไม่มีอะไร แต่อย่าลืมว่าปิเก้ พาบาร์ซ่าคว้าแชมป์ลาลีกาได้แบบแต้มทิ้งขาด ขณะที่ ในคอนเฟดเดเรชั่นส์คัพก็ไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศ เรียกได้ว่าผลงานโดยรวมโอเค

ปิเก้ เป็นกองหลังที่มีส่วนผสมของความดุดันแบบอังกฤษ จากประสบการณ์ที่เขาเคยเล่นให้กับแมนฯยูไนเต็ดอยู่ช่วงหนึ่ง รวมกับชั้นเชิงในสไตล์ลาลีกา ทำให้ฝีเท้าของเขาไม่เหมือนใคร

กล่าวคือปิเก้ ไม่ใช่กองหลังประเภทบู๊ชน แต่เป็นแนวมันสมองคิดอ่านได้เด็ดขาด ซ้อนรองแถวสองได้ดี แต่ถึงคราวต้องปะทะ ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตก็ทำให้เขาไม่แพ้ใครเช่นกัน

3. แวงซ็องต์ กอมปานี (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

แวงซ็องต์ กอมปานี
แวงซ็องต์ กอมปานี
แวงซ็องต์ กอมปานี เป็นกัปตันของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทำสถิติทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่นที่แล้ว กอมปานี คือหนึ่งในผู้เล่นที่ครบเครื่องที่สุดในตำแหน่งแนวรับ กับทีมชาติเบลเยี่ยมปัจจุบันเขาถูกดันไปเล่นกองกลางตัวรับ ขณะที่กับแมนฯซิตี้ เขาคือเซ็นเตอร์แบ็ก ซึ่งก็เล่นได้ดีทั้งสองตำแหน่ง

ที่เหนืออื่นใด คือกอมปานี เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูงมาก จริงๆในซีซั่นที่ผ่านมา ถ้ากอมปานีไม่เจ็บไประยะหนึ่งเชื่อกันว่า แมนฯซิตี้จะไล่บดกับแมนฯยูไนเต็ดได้อย่างสนุกกว่านี้

สิ่งที่กอมปานียังขาดอยู่คือความสำเร็จระดับชาติ ถ้าอย่างน้อยพาเบลเยี่ยมไปแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ เขาอาจจะก้าวมาเป็นกองหลังเบอร์ 1 ของโลกก็ได้ใครจะรู้

2. จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (ยูเวนตุส)
จอร์โจ้ คิเอลลินี่
จอร์โจ้ คิเอลลินี่
กองหลังจากอิตาลีทุกยุคทุกสมัยได้รับการขนานนามว่า เป็นพันธุ์แกร่งอยู่แล้ว และประเทศแห่งนี้ไม่เคยขาดแคลนเซ็นเตอร์ชั้นดี จากบาเรซี่ ถึงคอสตาร์คูต้า มัลดินี่ คันนาวาโร่ และ มาเตรัซซี่ ในยุคปัจจุบันถ้าพูดถึงเซ็นเตอร์แบ็กสักคน ก็ต้องเป็นคิเอลลินี่แน่นอน เขาช่วยให้ยูเวนตุสคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรียอาได้ 2 สมัยติดกันอย่างน่าทึ่ง

นอกจากนั้นยังเป็นแกนหลักของทีมชาติอิตาลีชุดปัจจุบันด้วย โดยคิเอลลินี่ เป็นคนที่ยืดหยุ่นในการเล่นอย่างมาก เขาปรับตัวได้ดีกับระบบ เซ็นเตอร์ 2 คน หรือ เซ็นเตอร์ 3 คน

แถมในบางสถานการณ์ยังขยับตัวเองไปเล่นแบ็กซ้ายได้ด้วย นี่คือหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

1. ติอาโก้ ซิลวา (ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)
ติอาโก้ ซิลวา
ติอาโก้ ซิลวา
นี่คือเซ็นเตอร์แบ็ก เจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก มหาศาลถึง 42 ล้านยูโร แถมยังได้รับค่าเหนื่อยประมาณ 12 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งไม่มีเซ็นเตอร์แบ็กคนไหนจะได้รับสูงมากขนาดนี้ในโลกฟุตบอล

แน่นอน ฝีเท้าของเขาไม่ใช่ของปลอม ราคานั้นพิสูจน์ฝีเท้าได้เป็นอย่างดี ซีซั่นที่ผ่านมา เขาพาเปแอสเชคว้าแชมป์ลีกเอิง พร้อมด้วยสถิติเสียประตูน้อยที่สุดในลีก นอกจากนั้นยังช่วยบราซิลคว้าแชมป์คอนเฟดเดเรชั้นส์คัพอย่างยิ่งใหญ่ โดยนัดชิงถล่มสเปน 3-0 แบบไม่เสียประตู

จุดเด่นของติอาโก้ ซิลวา คือทั้งแกร่งและเร็วมาก ในทีมชาติบราซิลชุดปัจจุบัน มีคำกล่าวว่า ติอาโก้ มีความเร็วที่สุดติดอันดับท็อปทรีของทีม สูสีกับเนย์มาร์เลยทีเดียว ทั้งๆที่เขาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก

ในตอนนี้เจ้าตัวมีอายุ 28 ปี ถือว่าเป็นจุดพีกของผู้เล่นในตำแหน่งนี้ ซึ่งถ้ายังรักษาฟอร์มได้ต่อไปล่ะก็ เขาก็น่าจะครองตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กเบอร์ 1 ของโลกไปได้อีกนาน

Read More

ร็อดเจอร์สเผยเตรียมจับซูโซ่ต่อสัญญาหลังฟอร์มแจ่ม

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เปิดเผยว่า ต้นสังกัดเตรียมยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับ ซูโซ่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งของทีม

ต้นสังกัดเตรียมยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับ ซูโซ่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งของทีม
ซูโซ่ ย้ายจาก กาดิซ สโมสรในสเปน มาร่วมถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อปี 2010 และกำลังพูดคุยถึงเรื่องการขยายสัญญาที่จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์หน้า โดยแข้งวัย 18 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกทีมชาติสเปน ชุดคว้าแชมป์ยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ที่เอสโตเนีย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ลงเล่นนัดแรกให้ ลิเวอร์พูล ในเกมยูโรปา ลีก กับ ยังบอยส์ เบิร์น เดือนกันยายนนี้
แข้งชาวสเปน เล่นในพรีเมียร์ลีกนัดแรกในฐานะตัวสำรองในเกมฟาดแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แอนฟิลด์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดบอลให้ นูริ ซาฮิน พังประตูในศึกแคปิตอล วัน คัพ ที่ชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-1 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
"สัญญาเป็นสิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ซูโซ่ ทำให้มันเกิดขึ้น เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมทั้งในเรื่องแท็กติกและเทคนิคการครองบอล ผมชอบนักเตะอย่างนั้น คุณเห็นแล้วเมื่อเขาลงมาในเกมกับ เวสต์บรอม เขาครองบอลได้ในพื้นที่แคบๆ เขามีความสามารถในการหาพื้นที่และมีพรสวรรค์อย่างแท้จริง เขารู้ว่าเขายังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่เขาก็เป็นเด็กดี" ร็อดเจอร์ส กล่าว
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล

ประตู
0 - 1 หลุยส์ ซัวเรส น.2
0 - 2 หลุยส์ ซัวเรส น.38
0 - 3 นูริ ซาฮิน น.47
0 - 4 หลุยส์ ซัวเรส น.57
1 - 4 สตีฟ มอริสัน น.61
1 - 5 สตีเวน เจอร์ราร์ด น. 68
2 - 5 แกรนท์ โฮลท์ น.87
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55 | นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล
หลุยส์ ซัวเรส หัวหอกอุรุกวัยระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกช่วยให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมชัยนักแรกในของฤดูกาลด้วยการบุกถล่ม นอริช ซิตี 5-2 ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี เอาตัวรอดพลิกแซงชนะ ฟูแล่ม 2-1 ในเกมพรีเมียร์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 29 ก.ย. 55
นอริช ซิตี้ 2 - 5 ลิเวอร์พูล
 "นกขมิ้น" นอริช เปิดรังต้อนรับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่ยังมองหาชัยชนะนัดแรกในลีก เกมนี้ คริส ฮิวจ์ตัน ส่ง สตีฟ มอร์ริสันจับคู่ ซิโมน แจ็คสัน ในตำแหน่งศูนย์หน้า ขณะที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ ให้โอกาส ซูโซ และ ราฮีม สเตอร์ลิง ลงเป็นตัวจริงต่อเนื่อง โดยมี สตีเว่น เจอร์ราด ทำหน้าที่จอมทัพคุมเกมตรงกลาง
     
       ออกสตาร์ทมานาทีแรกของเกม จอห์นสัน ลากตัดเข้าในจากฝั่งซ้ายพยายามจ่ายยัดเข้าเขตโทษบอลติดแนวรับเจ้าบ้านมาเข้า ทาง ซัวเรส ซัดเรียดด้วยขวาบอลพุ่งเข้ามุมประตูส่งให้ทีมออกนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว ผ่าน 10 นาที แบรดลีย์ จอห์นสัน น่าจะตามตีเสมอให้ "นกขมิ้น" ได้ทันควันจากการหลุดขึ้นมายิงมุมแคบ ทว่า เปเป เรนา บีบออกมาปิดมุมช่วยเซฟไว้ได้หวุดหวิด
     
       ผ่านช่วง 20 นาทีแรก บอลกับพื้นของ ลิเวอร์พูล ยังทำเกมบุกได้ต่อเนื่องและหาจังหวะลุ้นยิงประตูได้บ่อยครั้ง กระทั้งนาที 22 ลีออน เบนเน็ตท์ เข้าปะทะ หลุยส์ ซัวเรส ด้านหลังก่อนดาวยิงอุรุกวัยล้มลงไปขอจุดโทษแต่ผู้ตัดสินยังเฉย ถัดมา 3 นาที บอลยาวของ นอริช ป่วนแนวรับ "หงส์แดง" ได้อีก โจนาธาน ฮอว์สันชงมาให้ แจ็คสัน วอลเลย์ เต็มเท้าบอลเหินคานไปไม่ไกล
     
       เข้าสู่นาที 30 เกมออกรสชาติมากขึ้นเป็นทีมเยือนนน่าจะหนีห่างออกไปก่อน จากลูกทิ้งตัวโหม่งของ เจอร์ราร์ด โชคยังดีมี จอห์น รัดดี ช่วยซูเปอร์เซฟเอาไว้ได้ จากนั้น "นกขมิ้น" โต้กลับเร็ว แบรดลีย์ จอห์นสัน ยิงไกลบอลถูกเปลี่ยนทางโดย แจ็คสัน เรนา พุ่งปัดทิ้งหวุดหวิดแต่กรรมการยกเป็นลูกล้ำหน้าก่อน และเป็น ซัวเรส มาพังประตูที่สองของตัวเองด้วยลูกยิงไซร์ก้อย จากจังหวะพลาดของ ไมเคิล เทอร์เนอร์ พร้อมปิดครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นำ 2-0
     
       กลับมาเล่นครึ่งหลัง นอริช น่าจะได้ประตูไล่มา บอลโยนข้ามมาเสาสอง อันดรูว เซอร์แมน ชาร์ตจ่อๆ บอลมาถูก โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ข้ามออกไป หลังไม่เสีย ลิเวอร์พูล มาได้ประตูหนีห่าง 3-0 ซัวเรส พาบอลข้ามเขตโทษล็อกหนึ่งจังหวะก่อนจ่ายใส่พานให้ นูริ ซาฮิน วิ่งมาแปเน้นๆ บอลซุกก้นตาข่ายง่ายๆ
     
ซัวเรส ซัดแฮตทริก
       นาที 56 ซัวเรส มาทำแฮตทริกแรกของตัวเองในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จกลายเป็นประตูนำห่าง 4-0 จาก จังหวะเอียงตัวปั้นบอลผ่านตัว รัสเซลล์ มาร์ติน ที่ได้แต่ยืนมองบอลโค้งเข้าทางเสาร์ 2 อย่างสวยงามชนิดที่ จอห์น รัดดี ได้แต่ยืนมอง และ 4 นาทีถัดมา เรนา เซฟลูกยิงของ มาร์ติน มาเข้าทาง สตีฟ มอร์ริสัน กดซ้ำเข้าไปไม่มีเหลือไล่มาห่างๆ 1-4
     
       จังหวะขึ้นเกมริมเส้นในนาที 67 ของ สเตอร์ลิง ตบเข้ากลางเป็น เจอร์ราร์ด วิ่งมาแปบอลแฉลบ เบนเน็ตท์ บอลผ่าน รัดดี ที่หลงทางไปแล้วเข้าประตูไปง่ายๆ หนีห่างเป็น 5-1 โดยช่วงท้ายเกม แรนท์ โฮลท์ ตัวสำรองมาทำประตูปลอบใจไล่มาเป็น 2-5 ทว่า "หงส์แดง" ที่เหนือกว่าทุกทางเผาเวลาประเดิมชัยชนะเป็นนักแรกของฤดูกาลอย่างสวยหรู เก็บเพิ่มเป็น 5 แต้ม ขณะที่ นอริช ยังต้องรอชัยชนะต่อไป
     
       ขณะที่ผลอีกคู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ถูก ฟูแลม ขึ้นนำก่อนจากจุดโทษของ มลาเดน เพทริช ในช่วงครึ่งแรก พลิกกลับมาคว้าชัย 2-1 ได้สำเร็จจาก 2 ประตูของ เซร์คิโอ อกูเอโร ช่วงท้ายครึ่งแรก และ เอดิน เชโก ในช่วงท้ายครึ่งหลังเอาตัวรอดเก็บชัยชนะเป็นเกมแรกใน 4 เกมหลังสุดในทุกรายการ
     
       รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
       นอริช ซิตี : จอห์น รัดดี, รัสเซลล์ มาร์ติน, ไมเคิล เทอร์เนอร์, ฮาร์เวีย การ์ริโด, ลีออน เบนเน็ตท์, แบรดลีย์ จอห์นสัน, โรเบิร์ต สน็อดกราสส์, โจนาธาน ฮอว์สัน, อันดรูว เซอร์แมน, ซิโมน แจ็คสัน, สตีฟ มอร์ริสัน
       ลิเวอร์พูล : เปเป เรนา, เกล็น จอห์นสัน, แดเนียล แอ๊กเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, อังเดร วิสดอม, นูริ ซาฮิน, สตีเว่น เจอร์ราด, โจ อัลเลน, หลุยส์ ซัวเรส, ซูโซ, ราฮีม สเตอร์ลิง
     
       สรุปผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันเสาร์ที่ 29 ก.ย.
     
อาร์เซนอล 1 - 2 เชลซี
0 - 1 เฟร์นันโด ตอร์เรส น.20
1 - 1 แชร์วินโญ น.42
1 - 2 ฆวน มาตา น.53
     
เอฟเวอร์ตัน 3 - 1 เซาแธมป์ตัน
0 - 1 แกสตัน รามิเรซ น.6
1 - 1 ลีออน ออสมัน น.25
2 - 1 นิกิกา เยลาวิช น.32
3 - 1 นิกิกา เยลาวิช น.38
      
ฟูแลม 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ซิตี
1-0 มลาเดน เพทริช น.10 (จุดโทษ)
1-1 เซร์คิโอ อกูเอโร น.44
1-2 เอดิน เชโก น.87
      
นอริช ซิตี 2 - 5 ลิเวอร์พูล
0 - 1 หลุยส์ ซัวเรส น.2
0 - 2 หลุยส์ ซัวเรส น.38
0 - 3 นูริ ซาฮิน น.47
0 - 4 หลุยส์ ซัวเรส น.57
1 - 4 สตีฟ มอริสัน น.61
1 - 5 สตีเวน เจอร์ราร์ด น. 68
2 - 5 แกรนท์ โฮลท์ น.87
      
เรดดิง 2 - 2 นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
1 - 0 จิมมี เคเบ น. 57
1 - 1 เดมบา บา น.59
2 - 1 โนเอล ฮันท์ น.62
2 - 2 เดมบา บา น.83
      
สโต๊ค ซิตี 2 - 0 สวอนซี ซิตี
1 - 0 ปีเตอร์ เคราช์ น.12
2 - 0 ปีเตอร์ เคราช์ น.36
      
ซันเดอร์แลนด์ 1 - 0 วีแกน
1 - 0 สตีเฟน เฟล็ทเชอร์ น.51
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 23 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 23 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 23 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 23 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 23 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ประตู
1 - 0 Gerrard 46'
1 - 1 Rafael 51'
1 - 2 van Persie (PG) 81'
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 23 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 22 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 22 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 22 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกแซงชนะ ลิเวอร์พูล ที่เหลือ 10 คน ตั้งแต่ครึ่งแรก 2-1 พร้อมขยับขึ้นเป็นรองจ่าฝูง ในเกมพรีเมียร์ลีกนัด “แดงเดือด” ที่ “เดอะค็อป” ต้องสังเวยใบแดง และจุดโทษจาก มาร์ก ฮัลซีย์ แบบค้านสายตา เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 22 ก.ย. 55
ลิเวอร์พูล 1 - 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

เกมพรีเมียร์ลีก “แดงเดือด” ซูเปอร์บิ๊กแมตช์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ย.ลิเวอร์พูล เปิดรังแอนฟิลด์ รับคู่อริ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยก่อนเกมมีพิธีไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร และหนึ่งไฮไลต์สำคัญเรื่องลืมความบาดหมางระหว่าง หลุยส์ ซัวเรซ และ ปาทริซ เอวรา ยอมจับมือกันตามที่หลายฝ่ายคาดกันไว้

ออกสตาร์ท 6 นาที ทีมเยือนได้โอกาสทักทายก่อนจากจังหวะยิงนอกกรอบของ ไรอัน กิ๊กส์ บอลพุ่งถากเสาออกไปแบบได้เสียว แต่แล้วหลังจากนั้นเกมตกเป็นของ “หงส์แดง” ครองบอลพับสนามบุกเข้าใส่ฝ่ายเดียว กดให้ “ปิศาจแดง” ต้องลงมาตั้งรับชนิดที่ไม่มีโอกาสได้บุก นาทีที่ 9 การขึ้นเกมทางริมเส้นของ ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำ สเตอร์ลิง เปิดยัดเข้ามาถึง เจอร์ราร์ด ตวัดยิงเร็วบอลพุ่งเข้าหน้าต่างเสาแรก

จอนโจ เชลวีย์ เข้าบอลจังหวะ 50-50 กับ จอห์นนี อีแวนส์
ท้ายครึ่งแรกมาเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ จอนโจ เชลวีย์ เข้าบอลจังหวะ 50-50 กับ จอห์นนี อีแวนส์ ผู้ตัดสิน มาร์ก ฮัลซีย์ เดินมาควักใบแดงแบบไม่ลังเล ชนิดค้านสายตาเหล่า “เดอะค็อป” ทั้งสนาม แต่แม้เหลือเพียง 10 คน แต่ ลิเวอร์พูล ยังครองเกมดีกว่า และเกือบได้ประตูขึ้นนำก่อนจากลูกฟรีคิกระยะ 25 หลา ซัวเรซ ปั่นบอลโค้งข้ามกำแพง ทว่า อันเดอร์ส ลินเดอร์การ์ด บินไปปัดทิ้งหวุดหวิด จบครึ่งแรก เสมอกันอยู่ 0-0

กลับมาเล่นครึ่งหลังผู้จัดการทีมทั้ง 2 ฝ่ายแก้เกมอย่างรวดเร็ว เฟอร์กูสัน ส่ง พอล สโคลส์ ลงมาคุมเกมแดนกลางแทน นานี ขณะที่ เบรนเดน ร็อดเจอร์ส ส่ง เจซุส เฟร์นันเดซ ซาเอซ หรือ “ซูโซ” ลงมาแทน บอรินี และไม่เพียง 1 นาที การทำเกมของเจ้าหนูชาวสเปนทางซ้ายก่อนเปิดเข้ากลาง แนวรับ ยูไนเต็ด เคลียร์ไม่ขาด มาเข้าทาง “สตีวีจี” พักอดวอลเลย์ด้วยซ้ายบอลเสียบเสาสองอย่างสวยงาม ลิเวอร์พูล ออกนำ 1-0

หลังเสียประตูไม่ถึง 5 นาที “ผีแดง” มาได้ประตูตีเสมอทันควัน วาเลนเซีย โยนจากกราบขวาให้ คากาวะ แตะอกต่อถึง ราฟาเอล บรรจงปั้นโค้งด้วยซ้ายบอลเลี้ยวเช็ดเสาสองเข้าไปไล่ตามมาเป็น 1-1 ผ่าน 1 ชั่วโมงของเกม ลิเวอร์พูล ตั้งเกมขึ้นมาทางขวา ซัวเรซ ลากตัดเข้าในก่อนซัดด้วยซ้ายเต็มข้อบอลพุ่งหาเสาสอง แต่ ลินเดอร์การ์ด ยังไม่หลับทิ้งตัวปัดออกมาไปอีกหน

เกมยังเป็นของเจ้าถิ่นหาจังหวะจบสกอร์ได้มากกว่า นาที 64 ซัวเรซ ย้ายมาป่วนทางซ้าย ก่อนไหลกลับมาให้ ซูโซ แปไปแฉลบ เฟอร์ดินานด์ แต่นายประตูผีแดงโชว์ซูเปอร์เซฟได้ตามเคย กระทั่งนาที 75 วาเลนเซีย หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษ จอห์นสัน ตามมาสกัดจากด้านหลัง ซึ่งเมื่อดูภาพช้าไม่โดนตัว วาเลนเซีย แบบชัดเจน ทว่า มาร์ก ฮัลซีย์ เจ้าเก่าเป่าเป็นจุดโทษและเป็น “อาร์วีพี” รับหน้าที่สังหารเต็มเท้า ส่งให้ “ผีแดง” แซงนำ 2-1

นาที 82 จอห์นสัน โยนเข้ามาให้ เคลลีย์ เบียดโหม่งทางเสาสองเพื่อลุ้นตีเสมอ แต่บอลหลุดเสาสองไปไม่ไกล ช่วงท้ายเกมเป็นลูกทีมของ เฟอร์กูสัน ที่คุมเกมเอาไว้ได้ทั้งหมด ทำให้ไม่มีประตูเพิ่ม จบ 90 นาที แมนฯ ยูไนเต็ด บุกมาเก็บ 3 แต้ม เพิ่มเป็น 12 คะแนนขึ้นเป็นรองจ่าฝูง ขณะที่ ลิเวอร์พูล ผู้โชคร้ายในเกมนี้ ยังจมอยู่ท้ายตารางต้องรอชัยชนะนัดแรกในลีกต่อไป

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม 
ลิเวอร์พูล : เปเป เรนา, เกล็น จอห์นสัน, แดเนียล แอ็กเกอร์, มาร์ติน เคลลีย์, มาร์ติน สเคลเทล, สตีเวน เจอร์ราร์ด, โจ อัลเลน, จอนโจ เชลวีย์, หลุยส์ ซัวเรซ, ฟาบิโอ บอรินี, ราฮีม สเตอร์ลิง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : อันเดอร์ส ลินเดอร์การ์ด, ราฟาเอล ดา ซิลวา, ปาทริช เอวรา, ริโอ เฟอร์ดินานด์, จอห์นนี อีแวนส์, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, ไรอัน กิ๊กส์, ไมเคิล คาร์ริก, หลุยส์ นานี, โรบิน ฟาน เพอร์ซี, ชินจิ คากาวะ
Read More

บิ๊กหงส์แดงหวังเห็น "ซัวเรซ-เอวรา" ปรองดอง

ซัวเรซ เคยถูกแบนกรณีเหยียดผิว เอวรา
เอียน อายร์ ผู้อำนวยการทีม ลิเวอร์พูล ออกมาเปรยอยากเห็น หลุยส์ ซัวเรส และ ปาทริช เอวรา กลับมาคืนดีกันในเกมพรีเมียร์ ลีก ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล มีคิวฟาดแข้งกันในวันอาทิตย์นี้ เนื่องจากจะมีพิธีการที่สำคัญกว่าความบาดหมางของทั้งคู่แน่นอน
      
        ประเด็นร้อนของ ซัวเรส กองหน้าตัวจี๊ดของ ลิเวอร์พูล ที่ไปเหยียดผิวใส่ เอวรา แนวรับของ "ปิศาจแดง" ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน จนถูกตัดสินลงโทษแบนยาวยังไม่จบลงง่ายๆ โดย แบ็กชาวฝรั่งเศส ปฏิเสธการจับมือกับคู่กรณีในการเจอกันอีกครั้งที่สนาม โอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด เมื่อช่วงเดือนกุนภาพันธ์
      
        อย่างไรก็ดี การกลับมาพบกันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ย. นี้ จะมีพิธีร่วมไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 96 คน ในโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร เมื่อ 23 ปี ก่อน โดย เอียน อายร์ ผู้อำนวยการของ "หงส์แดง" หวังว่านักเตะทั้ง 2 จะไม่ทำให้พิธีดังกล่าวต้องมีเรื่องวุ่น และหันหน้าเข้ามากันจับมือก่อนเริ่มต้นเกมตามปกติ
      
        "พวกเราจะจับมือกันเหมือนอย่างที่เคย และ ซัวเรส กับ เอวรา จะทำอย่างนั้นด้วย หลุยส์ โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และผมมั่นใจว่า ปาตริช ก็เช่นกัน ทั้งคู่จะทำเหมือนกันนักเตะคนอื่นๆ ในสนาม และทุกๆ รู้ดีว่าในวันนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพูดกันว่าใครจะไม่จับมือกับใคร" อายร์ กล่าวกับ "ทอล์ค สปอร์ต" สื่อกีฬาชั้นนำ
      
        สำหรับเกม "แดงเดือด" ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่สนาม แอนด์ฟิลด์ ในวันอาทิตย์นี้ นักเตะของทั้งสองทีมและแฟนฟุตบอลจะร่วมไว้อาลัยก่อนเกมให้กับผู้เสียชีวิต 96 รายในโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร ที่เพิ่งถูกพิสูจน์หาความจริงว่าไม่ใช่ความผิดของเหล่า "เดอะค็อปส์" ทั้งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนผิดมาตลอด
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 ก.ย. 55 | ซันเดอร์แลนด์ 1 - 1 ลิเวอร์พูล

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 ก.ย. 55 | ซันเดอร์แลนด์ 1 - 1 ลิเวอร์พูล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 ก.ย. 55 | ซันเดอร์แลนด์ 1 - 1 ลิเวอร์พูล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 ก.ย. 55 | ซันเดอร์แลนด์ 1 - 1 ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล บุกมาเสมอกับ ซันเดอร์แลนด์ แบบหืดขึ้นคอ 1-1 จากการทำประตูตีเสมอของ หลุยส์ ซัวเรซ ในนาทีที่ 71 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ "หงส์แดง" ยังต้องรอชัยชนะนัดแรก ใน ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2012-13 ต่อไป หลังจากลงเตะไปแล้ว 4 นัด
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 15 ก.ย. 55
ซันเดอร์แลนด์ 1 - 1 ลิเวอร์พูล
ที่สนาม สเตเดียม ออฟ ไลท์ : ลิเวอร์พูล บุกมาเยือน ซันเดอร์แลนด์ ด้วยสถิติออกสตาร์ทฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1962-63 โดยเกมนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส หวังหยุดสถิติดังกล่าว
ด้วยการขนผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม นำโดย สตีเวน เจอร์ราร์ด และ หลุยส์ ซัวเรซ สองหัวใจสำคัญในแนวรุก ขณะที่ ซันเดอร์แลนด์ ส่ง สตีเวน เฟล็ทเชอร์ จับคู่กับ สเตฟาน แซสซิยอง ลงล่าตาข่าย

เริ่มเกม 20 นาทีแรก ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีลุ้นประตูมากนัก แต่หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล เริ่มครองเกมได้เหนือกว่าเล็กน้อย ทว่ากลับเป็น ซันเดอร์แลนด์ ที่ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 29 จากการลุยของ เคร็ก การ์ดเนอร์ มาทางริมเส้นด้านขวา ก่อนจะผ่านเรียดมาให้ สตีเวน เฟล็ทเชอร์ ชาร์จจ่อๆ หลังจากนั้น ลูกทีมของ มาร์ติน โอ' นีล เล่นด้วยความมั่นใจ ขณะที่เกมรุกของ "หงส์แดง" กลับขาดๆ เกินๆ หมดครึ่งแรก "แมวดำ" นำอยู่ 1-0

ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ครองบอลได้มากกว่า แต่กลับไม่สามารถฝ่าแนวรับของ "แมวดำ" ได้ จนกระทั่งนาทีที่ 71 หลุยส์ ซัวเรซ ซัดระยะเผาขน จากการเก็บตกจังหวะสกัดบอลพลาดของ ไดดัส แบรมเบิล ตีเสมอเป็น 1-1 จากนั้นช่วง 10 นาทีสุดท้าย ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เริ่มได้ใจ และพยายามเปิดเกมรุก หวังทำประตูเพิ่ม แต่ก็ทำไม่ได้ จบเกมทั้งคู่เสมอกัน 1-1

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริง

ซันเดอร์แลนด์ : ซิมง มืโยเลต์ , แดนนี โรส , เคร็ก การ์ดเนอร์ , จอน โอ เชีย , คาร์ลอส คูเอลยาร์ , ลี แคตเทิลโม , เซบาสเตียน ลาร์สสัน , แจ็ค โคลแบ็ค , เจมส์ แม็คคลีน , สตีเวน เฟล็ทเชอร์ , สเตฟาน แซสซิยอง ,

ลิเวอร์พูล : โฆเซ เรนา , เกล็น จอห์นสัน , แดเนียล แอ็กเกอร์ , มาร์ติน สเคอร์เทล , มาร์ติน เคลลี , สตีเวน เจอร์ราร์ด , โจ อัลเลน , จอนโจ เชลวีย์ , หลุยส์ ซัวเรซ , ฟาบิโอ บอรินี , ราฮีม สเตอร์ลิง
Read More

นักเตะผู้ทำ 100 ประตู เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

จากการที่โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เพิ่งยิง 100 ลูกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ทำให้เราจะไปย้อนดูกันว่าตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกเป็นต้นมา นักเตะคนไหนที่ยิงครบ 100 ลูกเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

ดิดิเยร์ ดร็อกบา
ดิดิเยร์ ดร็อกบา
อันดับ 10 ดิดิเยร์ ดร็อกบา
100 ประตู ใน 220 เกม

ดิดิเยร์ ดร็อกบา อาจอยู่กับเชลซีมาถึง 8 ปี แต่ทว่าเพิ่งมายิงครบ 100 ลูกในพรีเมียร์ลีกในปี 2012 นี่เอง ในเกมที่เอาชนะสโต๊ก ซิตี้ ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ไป 1-0 ในซีซั่นที่แล้ว





จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์
จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์
อันดับ 9 จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์
100 ประตู ใน 200 เกม

ฮัสเซลเบงค์ หัวหอกทีมชาติฮอลแลนด์ ยิงแฮตทริกได้สำเร็จใน 13 นาที ช่วยให้เชลซีชนะวูลฟ์แฮมป์ตัน 5-2 ในปี 2004 ซึ่งลูกที่ 3 นั้นเป็นประตูที่ 100 ของเขาในพรีเมียร์ลีก (แถมเกมนี้ยังเป็นวันเกิดครบ 32 ปีของเขาอีกด้วย)





โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
อันดับ 8 โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
100 ประตู ใน 197 เกม

ฟาน เพอร์ซี่ ยิงได้ 96 ประตู ตลอด 8 ปีที่อยู่กับอาร์เซน่อล และใน 3 เกมแรกกับแมนฯยูไนเต็ด เขายิงไป 4 ประตู โดย 3 ในนั้น เกิดขึ้นในเกมที่ชนะเซาแฮมป์ตัน 3-2





แอนดี้ โคล
อันดับ 6 ร่วม แอนดี้ โคล
100 ประตู ใน 185 เกม

แอนดี้ โคล ยิงได้ต่อเนื่องตั้งแต่อยู่กับนิวคาสเซิล แต่เขามายิงประตูที่ 100 ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์ 8-1 อย่างไรก็ตาม เกมนี้โคล ถูกบดบังรัศมี เพราะเป็นเกมที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยิงได้ 4 ประตูพอดี





ไมเคิล โอเว่น
ไมเคิล โอเว่น
อันดับ 6 ร่วม ไมเคิล โอเว่น
100 ประตู ใน 185 เกม

ไมเคิล โอเว่น ยิงประตูได้ 100 ลูก อย่างรวดเร็วโดยใช้เวลา 185 เกม ในเดือนเมษายนปี 2003 เกมนี้ ลิเวอร์พูลถล่มเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 6-0 ซึ่งโอเว่นกดคนเดียวไป 4





เลส เฟอร์ดินานด์
เลส เฟอร์ดินานด์
อันดับ 4 ร่วม เลส เฟอร์ดินานด์
100 ประตู ใน 175 เกม

ในเกมสุดท้ายของเฟอร์ดินานด์กับนิวคาสเซิล คือนัดสุดท้ายในซีซั่น 1996-97 เกมที่พบกับน็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์ ที่เซนต์เจมส์พาร์ก เกมนั้น นิวคาสเซิลชนะ 5-0






ร็อบบี้ ฟาวเลอร์
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์
อันดับ 4 ร่วม ร็อบบี้ ฟาวเลอร์
100 ประตู ใน 175 เกม

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ลงสนามในเกมที่หงส์แดงชนะ เซาแฮมป์ตัน 7-1 นัดนั้นฟาวเลอร์ยิงแฮตทริกได้ด้วย ซึ่งประตูที่ 2 ที่เขายิงได้ในเกมนั้น คือประตูที่ 100 ของเขาในพรีเมียร์ลีก





เอียน ไรท์
เอียน ไรท์
อันดับ 3 เอียน ไรท์
100 ประตู ใน 173 เกม

สุดยอดกองหน้าของอาร์เซน่อลในยุค 90 และครองสถิติดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรมาอย่างยาวนาน จนโดนเธียร์รี่ อองรีทำลายในเวลาต่อมา






เธียร์รี่ อองรี
อันดับ 2 เธียร์รี่ อองรี
100 ประตู ใน 160 เกม

เหมือนกับ ฟาวเลอร์ และฟาน เพอร์ซี่ อองรีสามารถยิงได้ครบ 100 ลูกในพรีเมียร์ลีก นัดที่พบกับเซาธ์แฮมป์ตัน
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2004 ที่ไฮบิวรี่ และปีนั้นอองรีก็พาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่ายด้วย





อลัน เชียเรอร์
อลัน เชียเรอร์
อันดับ 1 อลัน เชียเรอร์
100 ประตู ใน 124 เกม

เป็นสถิติอันดับ 1 ที่คงไม่มีใครทำลายได้ง่ายๆ สำหรับอลัน เชียเรอร์ โดยเขายิงได้ครบ 100 ลูกในพรีเมียร์ลีก สมัยเล่นอยู่กับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส โดยยิงสเปอร์สได้ในเดือนธันวาคมปี 1995 ซึ่งเกมนั้นแบล็คเบิร์นชนะ 2-1


ข้อมูลโดย : MSN Thailand
Read More

หงส์เล็ง "อาเล","โอเวน" ซบสโต๊ค

"อเล็กซ์" อาจมาโชว์ฝีเท้าในพรีเมียร์ ลีก
รายงานข่าวจาก "สกาย อิตาเลีย" เปิดเผยว่า ลิเวอร์พูล สโมสรชื่อดังแห่งพรีเมียร์ ลีก เตรียมยื่นข้อเสนอเพื่อคว้า อเลสซานโดร เดล ปิเอโร นักเตะประสบการณ์สูง ซึ่งถูกปล่อยตัวจาก ยูเวนตุส หลังจบฤดูกาลที่แล้ว ตัดหน้า ซิดนีย์ เอฟซี ทีมจากออสเตรเลีย มาช่วยกู้วิกฤตแนวรุกซีซันนี้ ขณะที่ ไมเคิล โอเวน อดีตขวัญใจสาวก "เดอะ ค็อป" ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ สโต๊ค ซิตี เรียบร้อยแล้ว
      
       เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" ไร้ทางเลือกในแนวรุก หลังปล่อย แอนดี คาร์โรลล์ หัวหอกร่างโย่ง ไปอยู่กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยไม่มีใครมาแทนที่ ทำให้ความหวังการทำประตูตกอยู่กับ หลุยส์ ซัวเรซ กับ ฟาบิโอ บอรินี เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น
      
       หลังออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยผลงานที่ย่ำแย่ที่สุด นับตั้งแต่ปี 1962-63 ทีมจากย่านเมอร์ซีย์ไซด์ ตกเป็นข่าวกับผู้เล่นฟรีเอเจนต์มากมาย แต่ดูเหมือนว่า แข้งวัย 37 ปี จะเป็นตัวเต็งในการมากอบกู้วิกฤติในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อตลาดซื้อ-ขายนักเตะได้ปิดตัวลงไป
      
       อดีตดาวยิงทีมชาติอิตาลี ค้าแข้งในกัลโช เซเรีย อา เป็นเวลา 19 ฤดูกาล และลงสนาม 28 นัดในซีซันที่แล้ว พร้อมทั้งมีส่วนช่วยให้ ยูเวนตุส คว้าตำแหน่งสคูเด็ตโต มาครองด้วยสถิติไร้พ่าย นอกจากนี้ "อเล็กซ์" ยังโชว์ฝีเท้ากับ "ม้าลาย" ทั้งหมด 698 นัด ยิง 286 ประตู คว้าแชมป์โทรฟีต่างๆ ในแดนมะกะโรนี 6 รายการ และมีดีกรีดาวซัลโวสูงสุดของ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก การันตีอีกด้วย
      
       สำหรับความเคลื่อนไหวของ ไมเคิล โอเวน ณ เวลานี้ "เบบี้ โกล" ย้ายไปค้าแข้งในถิ่น บริตทานเนีย สเตเดียม แล้ว ด้วยข้อตกลงรับต่าเหนื่อยเมื่อลงเล่น เป็นเวลา 1 ฤดูกาล ตามรายงานจาก "ทวิตเตอร์" อย่างเป็นทางการของ "ช่างปั้นหม้อ"
Read More

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล
คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล
ประตู
0 - 1 Podolski 31'
0 - 2 Cazorla 68'
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55 | ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล

ซานติ การ์ซอลา และ ลูคัส โพดอลสกี สองนักเตะใหม่ของ อาร์เซนอล ช่วยกันยิงคนละประตูให้ "ปืนใหญ่" บุกชนะ ลิเวอร์พูล ที่ยังสะกดคำว่าชนะไม่เป็น 2-0 ถึงถิ่น แอนด์ฟิลด์ ในเกมพรีเมียร์ ลีก บิ๊กแมตช์ ซูเปอร์ ซันเดย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2 ก.ย. 55
ลิเวอร์พูล 0 - 2 อาร์เซนอล

ศึกพรีเมียร์ ลีก คู่บิ๊กแมตช์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ย. ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ อาร์เซนอล เกมนี้ แบรนเดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจส่ง นูริ ซาฮิน กองกลางตัวใหม่ลงสนามเป็นตัวจริงร่วมกับ โจ อัลเลน และ สตีเวน เจอร์ราร์ด ขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ส่งกองหน้าป้ายแดงทั้ง ลูคัส โพดอลสกี จับคู่กับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ลงล่าตาข่าย

ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาเพียง 4 นาทีเจ้าถิ่นได้ลุ้นก่อน บอรินี ลากขึ้นมาตรงกลางก่อนสับไกลจากระยะ 25 หลาบอลเรียดหลุดกรอบไปไม่ไกล นาทีที่ 10 โอกาสเป็นของ "ปืนโต" บ้าง โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากเข้าเขตโทษแต่ยิงบอลไปเข้ามือ เปเป เรนา รับไว้ไม่ยาก "หงส์แดง" ขึ้นเกมทางฝั่งซ้ายอีกครั้ง โฆเซ เอ็นริเก โยนเข้ามาให้ ซัวเรส โขกเช็ดบอลลอยไปตกที่หลังประตูเท่านั้น

สตีเวน เจอร์ราร์ด มาพลาดเสียบอล
เข้าสู่นาที 31 สตีเวน เจอร์ราร์ด มาพลาดเสียบอลในแดนคู่แข่ง อาร์เซนอล ขึ้นเกมเร็วมาที่ คาซอลา ไหลต่อให้ โพดอลสกี ที่เติมขึ้นมากดยิงเรียดบอลสวนตัว เรนา เข้าไปซุกก้นตาข่าย ส่งให้ทีมเยือนออกนำก่อน 1-0 หลังเสียประตู ลูกทีมของ ร็อดเจอร์ส อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเปิดเกมรุกคืนทันที แต่ยังหาโอกาสยิงประตูคืนไม่ได้

กระทั่งท้ายครึ่งแรกนาที 37 แนวรับของ อาร์เซนอล เคลียกันไม่ขาด เจอร์ราดร์ด โหม่งชงให้ ราฮีม สเตอร์ลิง พลิกเข้าซ้ายหนี แมเตอร์ซัคเกอร์ บอลพุ่งไปเข้าที่หน้าต่างเสาแรกอย่างน่าเสียดาย จากนั้นไม่ถึง 3 นาที แฟน "เดอะค๊อปส์" เกือบต้องเงียบกับทั้งสนามเมื่อ ดิยาบี ทำเกมขึ้นตรงกลางก่อนแทงต่อให้ ชิรูด์ ยิงไม่เต็มเท้านักบอลเลี้ยวออกหลังไปไม่ไกล จบครึ่งแรกเป็น "กันเนอร์ส" บุกนำอยู่ 1-0

กลับมาเล่นครึ่งหลังนาที 52 อาร์เซนอล ทำเกมรุกขึ้นมาทางซ้าย โพดอลสกี ไหลต่อให้ กิบส์ ที่เติมขึ้นมาทางซ้ายกดยิงแบบไม่จับ ยังดีที่ เรนา ปิดเสาแรกอยู่แล้วปัดทิ้งได้ทัน จากนันไม่นาน ร็อดเจอร์ส ต้องส่ง สจ๊วร์ต ดาวนิง ลงมาแทน บอรินี ที่วันนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์ และแผลงฤทธิ์ทันทีเมื่อตอกส้นคืนมาให้ ซัวเรซ ตะบันเต็มเท้าทว่า วิคเตอร์ มาโนเน ไม่พลาดง่ายๆ ปิดข้ามคานไปได้

ผ่าน 1 ชั่วโมงของเกมทั้งสองทีมเปิดแลกกันสนุก คาร์ล เจนกินสัน ลากตัดเข้ามายิงด้วยเองก่อน กะเล่นงานเสาแรก แต่ยังไม่ผ่านมือของนายประตูเจ้าถิ่น นาทีถัดมา ดาวนิง ยิงไกลแต่ก็ไม่หนีมือ มาโนเน ถัดมา 7 นาที "ปืนใหญ่" หนีห่างออกไปเป็น 2-0 การ์ซอลา ทำชิ่งกับ "โพลดี้" หลุดขึ้นมายิงด้วยซ้ายมุมแคบ แต่บอลเป็นใจ เรนา ล้มตัวช้าบอลลอดแขนเข้าไปกระทบก้นตาข่ายง่ายๆ

ช่วง 10 นาทีสุดท้าย ดาวนิง ได้โอกาสยิงจากบริเวณหัวกะโหลก บอลไปแฉลบ แฟร์มาเลน ที่พุ่งเข้ามาบล็อกบอลลอยออกหลังไปอีก เวลาที่เหลือ "หงส์แดง" กระน่ำบุกหบัก และเกือบได้ประตูตีไข่แต่จากลูกยิงของ จอนโจ เชลวีย์ และ ซัวเรซ ทว่าก็ไม่ดีพอจะผ่านมือของ มาโนเน ที่พุ่งเซฟไว้ได้หมด จบเกม อาร์เซนอล บุกเอาชนะ 2-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล แพ้เป็นนัดที่ 2 มีแต้มเดียวจากการลงเตะ 3 นัด ยังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นในฤดูกาลนี้

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
ลิเวอร์พูล : เปเป เรนา, เกล็น จอห์นสัน, แดเนียล แอ๊กเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, โฆเซ เอ็นริเก, สตีเวน เจอร์ราร์ด, นูริ ซาฮิน, โจ อัลเลน, ราฮีม สเตอร์ลิง, หลุยส์ ซัวเรซ, ฟาบิโอ บอรินี
อาร์เซนอล : วิคเตอร์ มาโนเน, แพ เมอร์เตซัคเกอร์, โธมัส แฟร์มาเลน, คีแรน กิบส์, คาร์ล เจนกินสัน, มิเกล อาร์เตตา, อาบู ดิยาบี, ซานติ การ์ซอลา, อเล็ก อ๊อคเลดจ์-เชมเบอร์เลน, ลูคัส โพดอลสกี, โอลิวิเยร์ ชิรูด์
Read More

ผลฟุตบอลยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง | ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) 1-1 ฮาร์ทส (สก็อตแลนด์)

ผลฟุตบอลยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง | ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) 1-1 ฮาร์ทส (สก็อตแลนด์)
หลุยส์ ซัวเรซ
ผลฟุตบอลยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง | ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) 1-1 ฮาร์ทส (สก็อตแลนด์)
ลิเวอร์พูล ตามตีเสมอ ฮาร์ทส 1-1 จากการทำประตูช่วงท้ายเกมของ หลุยส์ ซัวเรซ ส่งผลให้ "หงส์แดง" ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ศึกยูโรปา ลีก ด้วยประตูรวม 2-1 ในเกมรอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง ณ สนามแอนฟิลด์ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย

ผลฟุตบอลยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) 1-1 ฮาร์ทส (สก็อตแลนด์) (รวมผล 2 นัด ลิเวอร์พูล เข้ารอบ 2-1)

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล จัดผู้เล่นชุดใหญ่นำโดย สตีเวน เจอร์ราร์ด และ หลุยส์ ซัวเรซ พร้อมกับ สจวร์ต ดาวนิง ซึ่งประเดิมยืนตำแหน่งแบ็คซ้าย และให้โอกาส อดัม มอร์แกน
กองหน้าดาวรุ่ง ลงสนามเป็นตัวจริง ส่วน ฮาร์ทส ยังคงยึดผู้เล่นชุดเดิมจากเกมที่แล้ว

เริ่มเกม ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า และมีโอกาสลุ้นทำประตู จากการทำเกมของ สตีเวน เจอร์ราร์ด และ หลุยส์ ซัวเรซ ทว่าจังหวะจบสกอร์ยังไม่เฮียบขาด และมักจะพลาดเสียบอลในพื้นที่สุดท้าย จบ 45 นาที ทั้งคู่เสมอกัน 0-0

ครึ่งหลัง "หงส์แดง" ยังคงครองเกมเหนือกว่าเช่นเดิม แต่กลับตกเป็นรอง 0-1 ในนาทีที่ 84 จากจังหวะยิงไกลของ เดวิด เทมเปิลตัน ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ทว่า โฆเซ เรนา กลับรับบอลปลิ้นเข้าประตูอย่างเหลือเชื่อ จากนั้น ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตามตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 87 เมื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งพลาดโอกาสทองหลายต่อหลายครั้ง กระชากบอลหลุดเข้าไปทางกรอบโทษด้านซ้าย ก่อนจะยิงมุมแคบ ผ่านมือ เจมี แม็คโดนัลด์ ตุงตาข่าย จบเกม ลิเวอร์พูล เสมอ 1-1 ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มด้วยประตูรวม 2-1

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริง

ลิเวอร์พูล : โฆเซ เรนา , มาร์ติน เคลลี , เจมี คาร์ราเกอร์ , มาร์ติน สเคอร์เทล , สจวร์ต ดาวนิง , โจ อัลเลน , สตีเวน เจอร์ราร์ด , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , จอนโจ เชลวีย์ , อดัม มอร์แกน , หลุยส์ ซัวเรซ

ฮาร์ทส : เจมี แม็คโดนัลด์ , ไรอัน แม็คโกเวน , แอนดี เว็บสเตอร์ , มาริอุส ซาลิอูคาส , แดนนี เกรนเจอร์ , เมห์ดี ทาอูอิล , ดาร์เรน บารร์ , คัลลัม พาเตอร์สัน , เดวิด เทมเปิลตัน , อาร์วิดัส โนวิโควาส , จอห์น ซัตตัน

ผลการแข่งขัน ฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ คู่ที่น่าสนใจ มีดังนี้

อินเตอร์ มิลาน เสมอ เอฟซี วาสลุย 2-2 (รวมผล 2 นัด อินเตอร์ ชนะ 4-2)
ฮันโนเวอร์ ชนะ สลาสค์ วรอคลอว์ 5-1 (รวมผล 2 นัด ฮันโนเวอร์ ชนะ 10-4)
ลาซิโอ ชนะ มูรา 3-1 (รวมผล 2 นัด ลาซิโอ ชนะ 5-1)
เฮชเจเค เสมอ แอธเลติก บิลเบา 3-3 (รวมผล 2 นัด บิลเบา ชนะ 9-3)
สปอร์ติง ลิสบอน ชนะ เอซี ฮอร์เซนส์ 5-0 (รวมผล 2 นัด สปอร์ติง ชนะ 6-1)
นิวคาสเซิล ชนะ อธอร์มิตอส 1-0 (รวมผล 2 นัด นิวคาสเซิล ชนะ 2-1)
โอลิมปิก มาร์กเซย เสมอ เชอร์ริฟฟ์ ทีราสปอล 0-0 (รวมผล 2 นัด มาร์กเซย ชนะ 2-1)
Read More

หงส์ปล่อย "คาร์โรลล์" ซบเวสต์แฮม

แอนดี คาร์โรลล์
แอนดี คาร์โรลล์
แอนดี คาร์โรลล์ กองหน้าลิเวอร์พูล สโมสรชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษ ย้ายไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อย ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล หลังจากออกสตาร์ทบนม้านั่งสำรอง ตลอด 2 นัดที่ผ่านมา ในศึกพรีเมียร์ชิป ฤดูกาล 2012-13

นับตั้งแต่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมของ "หงส์แดง" เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ดาวยิงค่าตัว 35 ล้านปอนด์ ตกเป็นข่าวลือมาตลอดว่า อาจอำลาถิ่นแอนฟิลด์ ไปอยู่กับ นิวคาสเซิล อดีตต้นสังกัด ทว่า "เดอะ แฮมเมอร์ส" กลับเป็นฝ่ายคว้า แข้งวัย 23 ปี ไปใช้งานแบบชั่วคราว

แถลงการณ์ของ ทีมจากย่านเมอร์ซีย์ไซด์ ระบุว่า "สโมสรลิเวอร์พูล ยืนยันว่า แอนดี คาร์โรลล์ ย้ายไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งกองหน้าของเรา จะใช้เวลาตลอดฤดูกาล 2012-13 กับนักเตะของ แซม อัลลาไดซ์"

หัวหอกร่างโย่ง ย้ายมาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,750 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของสโมสร เมื่อเดือน ม.ค. 2011 แต่กลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ด้วยการยิงไปเพียง 9 ประตู เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างถาวร
Read More

ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อย่าลืมกด Like ให้ด้วยนะครับ

Blog Archive

7m, ผลบอลพรีเมียร์, วิเคราะห์บอลพรีเมียร์, ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์, ตารางคะแนนบอลพรีเมียร์, โปรแกรมฟุตบอลพรีเมียร์, โปรแกรมถ่ายทอดสดบอลพรีเมียร์, ตารางบอล, คลิปฟุตบอล, คลิปไฮไลท์, คลิปไฮไลท์บอลพรีเมียร์, สยามกีฬา, บ้านผลบอล, เซียนสเต็ป, ล้มโต๊ะ, Goal, ดูบอลพรีเมียร์ออนไลน์, ผลบอลสด, ฟุตบอล, ผลบอลวันนี้, บอลวันนี้, ผลบอลเมื่อคืน, ผลฟุตบอล, ฟุตบอลวันนี้, โปรแกรมฟุตบอล, บอล, ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, ตารางบอล, ข่าวฟุตบอล, คลิบฟุตบอล, เกมส์ุฟุตบอล, ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, ผลฟุตบอลสด, football, soccer

ข่าวสโมสรพรีเมียร์ลีกอังกฤษทั้งหมด

Man Utd (151) Liverpool (148) Chelsea (62) Tottenham (61) Arsenal (60) Man City (51) Aston Villa (45) Newcastle (45) Stoke (42) Fulham (40) Sunderland (35) Everton (33) West Brom (31) Wigan (29) Swansea (25) Bolton (24) Blackburn (23) Norwich (22) QPR (22) West Ham (18) Birmingham (10) Blackpool (10) Reading (10) Southampton (10) Cardiff City (3) Crystal Palace (2) Hull City (2)